
อาจารย์ท่านใด้มีความคิดเห็น หรือ อยากสอบถามเรื่องการทำวิจัยในชั้นเรียนเพิ่มเติม สามารถติดต่อ ได้ที่
1. อาจารย์ ชินพนธ์ โรจนไพบูลย์
2. อาจารย์ศิรินธร อุทิศชลานนท์
และทีมงาน KM ของคณะบริหารธุรกิจ
โทรศัพท์ 113
ดาวน์โหลดเอกสารประกอบ
การวิพากษ์ KM คณะบริหารธุรกิจ เรื่อง การวิจัยในชั้นเรียน
วันที่ 25 พฤษภาคม 2553 เวลา 09.00-11.00
1. การวิจัยในชั้นเรียนใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือในการหาคำตอบ หมายถึงอย่างไร
Ans.: โดยหลักพื้นฐานของการวิจัยมีกระบวนการศึกษา ค้นคว้า วิเคราะห์ ตีความอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ได้คำตอบทีเชื่อถือได้ ซึ่งสามารถแยกเป็นขั้นตอนได้ดังนี้
1. สังเกตกำหนดปัญหา
2. กำหนดขอบเขตการศึกษา
3. ตั้งสมมุติฐาน
4. ทดลองปฏิบัติ
5. ติดตามผล
2. หลักการดังกล่าวนำมาใช้กับการวิจัยในชั้นเรียนได้อย่างไร
Ans.: Class room Action Research สามารถทำได้ใน 2 ลักษณะ
1. ไม่ยึดติดกับระเบียบวธีวิจัยอย่างเคร่งครัด มุ่งนำไปใช้แก้ไขปัญหา หรือพัฒนาผู้เรียน
2. ดำเนินงานตามกรอบระเบียบวิธีวิจัยทั่วไป
3. ในการทำวิจัยในชั้นเรียนให้เป็นส่วนหนึ่งของงานที่ทำเป็นส่วนประจำของอาจารย์จะทำ ได้อย่างไร
Ans.: อาจารย์ใช้ข้อมูลที่มีอยู่ให้เป็นจุดเริ่มต้น และใช้การทำวิจัยในแบบ Informal Research เป็นเครื่องมือ ซึ่งไม่ต้องไปยึดติดกับทฤษฎี หรือมีการออกแบบวิจัยมากนัก
4. การทำวิจัยในชั้นเรียน โดยไม่อิงกับระเบียบวิธีวิจัยอย่างเคร่งครัดจะสามารถนำไปใช้เป็นหลักฐานการประกันคุณภาพการศึกษาในตัวบ่งชี้ที่ 2.8 ได้หรือไม่
Ans.: ได้ เพราะเป็นกระบวนการค้นหาคำตอบที่เป็นระบบ โดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่สอกคล้องกัน นิยามสัพย์ของงานวิจัยที่ สกอ.ได้กำหนดไว้ เพียงแต่จะมีจุดอ่อนในการนำไปใช้อ้างอิงกับนักศึกษากลุ่มอื่นนอกเหนือจากชั้นเรียนที่อาจารย์ได้เลือกนำมาเป็นตัวอย่างในการทำวิจัย
ได้มีโอกาสเข้ารับฟังการถ่ายทอดความรู้จากการเข้าร่วมสัมมนาของท่านอาจารย์สิริรัตน์ เลิศมี-มงคลชัย ที่ท่านได้เข้าร่วมสัมมนาการเปิดตลาดการค้าบริการของไทยในเวทีโลก เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2552 โดยเฉพาะเรื่องของการการเปิดเสรีทางการค้า (Free Trade Area) และผลกระทบของ FTA ต่อธุรกิจการขนส่ง การศึกษา และสปา รวมถึงข้อตกลงทางการค้ากับประเทศต่างๆ โดยให้ข้อมูลความคืบหน้าของการเจรจาเปิดการค้าเสรีระหว่างไทยกับประเทศคู่เจรจา
เขตการค้าเสรี (Free Trade Area) หมายถึง การรวมกลุ่มเศรษฐกิจโดยมีเป้าหมาย เพื่อลดภาษีศูลกรกรระหว่างกันภายในกลุ่มลงให้เหลือน้อยที่สุดหรือเป็น 0% และใช้อัตราภาษีปกติที่สูงกว่ากับประเทศนอกกลุ่ม การนำเขตการค้าเสรีในอดีตมุ่งในด้านการเปิดเสรีด้านการค้า โดยการลดภาษี และอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษีเป็นหลัก แต่เขตการเค้าเสรีในระยะหลังๆ นั้น รวมไปถึงการเปิดเสรีด้านบริการและการลงทุน
แล้วเรื่องการเตรียมบุคลากรหรือทรัพยากรบุคคลด้านต่างๆ ได้มีการเตรียมตัวมากน้อยขนาดไหน ? เป็นคำถามที่จะทุกฝ่ายจะต้องร่วมกันหาคำตอบ และร่วมกันในการเตรียมการพร้อมรับมือกับ FTA เราลองมาดูในแต่ละประเด็นกันครับ
ผลกระทบของ FTA ต่อธุรกิจด้านลอจิสติกส์
เนื่องจากมาตรฐานของลอจิสติกส์ไทยยังอยุ่ในระดับต่ำกว่ามาตรฐานสากล และมีต้นทุนสูงถึงร้อยละ 19 ของ GDP ประเทศไทย ภายใต้พันธกรณีที่ได้เปิดตลาดลอจิสติกส์ในองค์การค้าโลก โดยอนุญาตให้ชาวต่างชาติเข้ามาลงทุน และจัดตั้งธุรกิจไทย แต่ให้ถือหุ้นได้ไม่เกินร้อยละ 49 ปัจจุบันบริษัทที่ทำธุรกิจลอจิสติกส์ในระดับนานาชาติจะเป็นของต่างชาติส่วนใหญ่ การจัดอันดับดัชนีโลจิสติกสส์ของธนาคารโลกปี 2550 พบว่าประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 31 จาก 150 ประเทศ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยของเราจะต้องเตรียมบุคลากร หรือทรัพยากรบุคคลให้พร้อม ทั้งในเรื่องของภาษาและความสามารถของบุคลากรที่จะรองรับการขยายตัวของธุรกิจโลจิสติกส์นี้
ผลกระทบของ FTA ต่อธุรกิจสปา
วิทยากรได้นำเสนอระดับของการจัดอันดับธุรกิจสปาระดับโลก ซึ่งก็มีธุรกิจสปาของไทยที่ติดอันดับ โดยการจัดระดับประจำปี 2009 จากนิตยสาร Travel & Leisure (World Best Spas 2009) ถึง 7 แห่ง คือ
ทั้งนี้เป็นผลจากการให้บริการแก่ผู้มาเยือน ด้วยความใส่ใจ และความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของสปาไทย ถึงแม้ว่าประเทศไทยเราจะมีติดอันดับหลายแห่งด้วยกัน แต่ประเทศไทยเราก็ควรที่จะพัฒนาบุคลากรให้พร้อมในการดำเนินธุรกิจสปา และให้ความรุ้ด้าน FTA ต่อผู้เกี่ยวข้องในธุรกิจสปาเช่นเดียวกัน
ผลกระทบของ FTA ต่อธุรกิจบริการ
ธุรกิจการศึกษาของบไทยไม่ได้ติดอันดับท็อปเทนโลกเหมือนประเทศสิงคโปร์ หรือญี่ปุ่น ดังนั้นการเปิดสาขาชองสถาบันการศึกษาไทยในต่างประเทศจำเป็นต้องศึกษาการประกันคุณภาพการศึกษาที่ต่างประเทศกำหนด ซึ่งเป็นมาตรฐานตามเงื่อนไขของแต่ละประเทศ ดังนั้นการดำเนินธุรกิจการศึกษาในต่างประเทศ จึงควรเลือกในสิ่งที่ต่างประเทศไม่มี หรือเป็นเอกลักษณ์ของไทย เป็นที่สนใจของชาวต่างชาติ เช่น มวยไทย สอนทำอาหารไทย นวดแผนไทย การฝึกโยคะ การทำสมาธิ เป็นต้น ธุรกิจบริการก็เช่นกัน เราควรเตรียมความพร้อม และมองภาพรวมของการรับมือกับ FTA ที่จะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของพวกเราทุกคน
และในฐานะที่ท่านได้มีโอกาสเรียนในวิชาการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ ท่านจะมีแนวทางในการรับมือกับ FTA อย่างไรบ้าง ? พร้อมทั้งจะมีจะมีแนวทางการพัฒนาทรัพยากรด้านบุคคลอย่างไร เมื่อมันกำลังจะเข้ามาแล้ว !!!!!
Ten Commandment of Good Corporate Governance for Public Company’s Board of Director. บัญญัติสิบประการสำหรับคณะกรรมการบริหารบริษัทมหาชน
1. Understanding the company businesses เข้าใจธุรกิจของบริษัทฯ
2. Understanding all laws and regulations เข้าใจทุกกฎหมายและระเบียบปฏิบัติ
3. Acting honestly and in good faith for the benefit of the company and shareholders as a whole ปฏิบัติอย่างซี่อสัตย์ และด้วยความเชื่อถือที่แท้จริงต่อผลประโยชน์ของบริษัทฯและผู้ถือหุ้นโดยส่วนรวม
4. Equal access to the information มีโอกาสเข้าถึงข้อมูลได้อย่างเท่าเทียมกัน
5. Financial awareness มีความรอยรู้ในรายงานการเงิน
6. Establishing control system สร้างระบบกำกับดูแล
7. Being involved but independently in decision making มีส่วนร่วมทุกการประชุมและอิสระในการตัดสินใจ
8. Executive and Management rewards must be linked with Performance ผลตอบแทนผู้บริหารต้องได้ตามผลงาน
9. The Proper selection and role of Independent Directors ให้โอกาสผู้ถือหุ้นส่วนน้อยได้เป็นกรรมการบริหารอิสระ
10. Ethical and Self-Examining Board เป็นกรรมการที่ยึดมั่นกับจรรยาบรรณและตรวจสอบตนเองเป็นนิจ
SET has created its own 15 corporate governance principles as a guidelines for listed companies implementation as follows. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้วางหลักปฏิบัติเพื่อธรรมาภิบาลในบริษัท 15 ประการเพื่อการบริหารงานของบริษัทจดทะเบียนในตลาดอย่างโปร่งใสดังนี้:
1. ต้องมีการกำหนดนโยบาย “บรรษัทภิบาล”
2. มีการให้ผู้ถือหุ้นได้ทราบถึงสิทธิอย่างเท่าเทียมกัน
3. คำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม
4. จัดให้มีการประชุมผู้ถือหุ้น
5. มีการกำหนดวิสัยทัศน์และการชี้นำในการบริหารจัดการเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของบริษัท
6. มีการปัองกันกำจัดผลประโยชน์ทับซ้อนหรือการขัดกัน
7. มีการส่งเสริมการดำเนินการตามจริยธรรมธุรกิจ
8. มีการถ่วงดุลอำนาจของกรรมการที่เป็นผู้บริหารและผู้ไม่ได้เป็น
9. มีการกระจายตำแหน่งรับผิดชอบอย่างเหมาะสม
10.มีการกำหนดโครงสร้างค่าจ้างกรรมการฯและผู้บริหารบริษัทอย่างเหมาะสม
11. มีการประชุมคณะกรรมการบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ
12. มีคณะกรรมการบริหาร หรือดำเนินการตามความจำเป็น
13. มีระบบการกำกับและตรวจสอบภายในที่เหมาะสม
14. มีการรายงานผลการดำเนินงานของบริษัทและข้อมูลที่จำเป็นโดยผู้บริหาร
15. มีการประสานสัมพันธ์กับผู้ลงทุนอย่างใกล้ชิด
นายนิยม จันทกูล
15/12/2552
นับว่าเป็นก้าวใหม่ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ที่มหาวิทยาลัยโยนกของเรากำลังกำหนดตำแหน่งครองตลาดของเราใหม่เป็น Creative Park University ผมจะขออนุญาตใช้ความรู้ภาษาอังกฤษแบบงู ๆ ปลา ๆ ที่สำเนียงเป็นไทยของผมแบบที่เขาเรียกกันว่า “ Tinglish” อย่างที่อาจารย์สอนภาษาอังกฤษตอนเด็กๆ ของผมบอก โดยแปลเอาเองว่า “อุทยานการศึกษาแห่งการสร้างสรรค์” และจะเรียกอย่างนี้เรื่อยไปจนกว่าจะมีชื่อเป็นทางการออกมา เราคงจะต้องคอยรอดูว่า กลยุทธ์ และ แผนการปฏิบัติการที่จะเป็น Creative Park University นั้นต้องทำอย่างไร ? และพวกเราทุกคนต้องช่วยกันคนละไม้ละมืออย่างสุดกำลังความสามารถอย่างไร ? แต่ในตอนนี้ผมคิดว่าหลาย ๆ ท่านที่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าทำไมผมเอาไปเกี่ยวพันกับนโยบาย Creative Economy ของรัฐบาลได้อย่างไร ก่อนอื่นก็อยากจะปูพื้นฐานก่อนว่าขณะนี้ในวงราชการ คำว่า “Creative” กำลังเป็นคำ Top Hit ในยุครัฐบาลของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพราะตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2552 เป็นต้นมารัฐบาลประกาศเป็นวัน Kick Off เริ่มเดินเครื่อง ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ของประเทศ โดยรัฐบาลได้ประกาศพันธสัญญา (Commitment) 12 ข้อและกำหนด เป้าหมายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศโดยโมเดลใหม่คือระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์นี้ มี 2 เป้าหมาย คือ จะสร้างให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง (Hub) ของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในภูมิภาคอาเชียน (Asean) และ จะเพิ่ม GDP ของประเทศเฉพาะในอุตสาหกรรมประเภทขายการสร้างสรรค์ที่ยังเติบโตอยู่ในขณะนี้จากระดับ 10 % ไปให้ถึง 20 % ภายใน 3 ปีนับจากวันที่ประกาศพันธสัญญา โดยตกลงจะทุ่มงบประมาณใส่เข้าไปถึง 20,000 ล้านบาท เริ่มจากปีงบประมาณ 2553 จะเป็นการสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ให้ประเทศไทยโดยให้ สำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติบรรจุนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เป็นแกนหลักของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 และรัฐบาลชุดนี้จะเริ่มลงมือดำเนินการทันทีโดยให้กรมทรัพย์สินทางปัญญา และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการร่วมกันกำหนดให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและกระจัดกระจายอยู่ตามหน่วยงานต่าง ๆ มาอยู่ในโครงสร้างเดียวกันจัดตั้งเป็นสำนักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์โดยการตราพระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง และปูทางให้เปลี่ยนเป็นองค์กรมหาชนในอีกสองปีข้างหน้าเพื่อสามารถทำงานต่อเนื่องตลอดไปไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนรัฐบาลหรือไม่ ภายใต้โครงสร้างเดียวกันการทำงานจะเป็นเอกภาพและสอดคล้องกันระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ จนบรรลุผลตามพันธสัญญา 12 ข้อของรัฐบาลที่ประกาศไว้ โดยกำหนดจะให้การรวมโครงสร้างหน่วยงานนี้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือนนับจากวันประกาศ และจะร่วมมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติกับภาคีภาคเอกชน เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งชาติภายใต้หลักการของ Public Private Partnership (PPP) นายอลงกร พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ แกนหลักของนโยบายนี้ประกาศว่าจะพยายามเตรียมการทุกอย่างให้เสร็จก่อนภายในสิ้นปี 2552
Creative Economy นั้นเป็นการปฏิรูปสังคม ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปแนวคิดแห่งชาติเลยทีเดียว ดังนั้นการที่จะให้พันธสัญญา 12 ข้อของรัฐบาลนั้นจะขับเคลื่อนได้ต้องมีโครงสร้างหลักๆ สนับสนุนการดำเนินงานเพื่อผลักดันเศรษฐกิจ สร้างสรรค์ 4 หลักเสียก่อน แต่ผมก็จะยังไม่ลงลึกบอกรายละเอียดของทั้งสี่โครงสร้างเลยในขณะนี้ แต่จะบอกเพียงว่า หนึ่งในสี่หลักที่เป็นเหตุให้ Creative Park University ของโยนกเราเข้าไปเกี่ยวโยงด้วยก็คือโครงสร้างด้าน Creative Education & Human Resource ของปฏิบัติการ Creative Economyนั่นเอง
ในแผนงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของรัฐบาลกำหนดไว้ว่าในปีการศึกษา 2553 จะต้องมีการปรับเปลี่ยนทั้ง ตำรา การเรียนการสอนในระบบการศึกษาทุกระดับทั้ง ประถม มัธยม อาชีวะ และอุดมศึกษา จะต้องเตรียมอบรมครู เพื่อเปลี่ยนการสอนในรูปแบบเดิมเป็นการสอนใน Creative Class ในระดับต้นประมาณการไว้ว่าจะต้องมีการ Training บรรดาครูทั่วประเทศทุกระดับ จำนวนประมาณ 500,000 คนก่อน เพื่อจะให้สามารถสอนให้เด็กไทยให้หลุดออกจากกรอบเดิม สามารถแสดงออกในเรื่องความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ และใช้ความสามารถของเขาเองได้อย่างเต็มที่ ไม่ใช่ในกรอบที่อาจารย์ผู้สอนกำหนดหรือต้องการให้เป็นในชั้นเรียนประเภท Creative class เพราะประเทศไทยต้องการสร้างสังคมใหม่ที่เป็น Creative Society ตำแหน่งครองตลาดของมหาวิทยาลัยโยนกก็จะเป็น Creative Park University “อุทยานการศึกษาแห่งการสร้างสรรค์” ก็คงจะชัดเจนแก่ทุกท่านว่าเราจะเป็นมหาวิทยาลัยแรก ๆ ทีเดียวที่ประกาศตนว่าเราจะสอนแบบ Creative Class ของรัฐบาลที่ว่าไว้ข้างต้น เราจะบ่มเพาะให้นักศึกษาของเรามีความคิดสร้างสรรค์ มีจินตนาการ มีความสามารถอย่างเปี่ยมล้นที่จะคิด หรือทำสิ่งแปลกใหม่ให้เกิดขึ้น เพื่อให้สำเร็จการศึกษาออกไปสู่สังคม Creative Society ที่ต้องการกองกำลังทรัพยากรมนุษย์พันธ์ใหม่เข้าไปช่วยเพิ่มมูลค่าเข้าไปให้กับสินค้า หรือผลิตภัณฑ์
จะทำภารกิจนี้ให้ลุล่วงและสำเร็จได้ มหาวิทยาลัยโยนกของเราคงต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ยิ่งกว่าการเปลี่ยนของ Business Process Re-Engineering อย่างที่ตำราการบริหารจัดการพูดถึง การปรับเปลี่ยนกระบวนการทางการบริหารจัดการองค์กรในยุคที่ผ่านมา เพราะการเปลี่ยนคราวนี้จะเป็นการเปลี่ยนทั้งหมดทั้งองค์กรอย่างพลิกฝ่ามือจากหน้ามือเป็นหลังมือในรูปแบบที่เรียกว่า Business Process Transformation คือเปลี่ยนทั้งแนวคิด โครงสร้าง วัฒนธรรมองค์กร คุณค่าหลัก แนวทาง และกระบวนการบริหารจัดการใหม่โดยสิ้นเชิง บุคลากรทุกคนทุกระดับต้องเตรียมตัว ปรับตัวยิ่งกว่าคิดใหม่ ทำใหม่ ถ้าเปรียบเป็นน้ำที่อยู่ในแก้ว บัดนี้รูปทรงของแก้วต้องเปลี่ยนไปแล้ว รูปทรงของน้ำที่มองเห็นใหม่ก็จะต้องเปลี่ยนแปลงตามกันไปด้วย โปรดเตรียมตัวให้พร้อม. และมหาวิทยาลัยคงจะต้องใช้เทคนิค 3 E เพื่อการเปลี่ยนแปลงของ Prof. W Chan Kim เจ้าของแนวคิดกลยุทธ์ท้องทะเลสีคราม ( Blue Ocean Strategy ) ที่ผมเคยเขียนไว้ครั้งหนึ่งแล้ว คือ Engagement ดึงพนักงานทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการเปลี่ยนแปลง และ Explanation คือให้คำอธิบายถึงวิธีการที่จะทำการเปลี่ยนแปลงจนเป็นที่เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง และสุดท้าย Expectation คือการบอกเป้าหมายสุดท้ายที่คาดหวังให้ชัดเจนเพื่อที่ทุกคนจะได้พยายามก้าวไปให้ถึงเป้าหมายที่คาดหวังไว้ให้ได้
นิยม จันทกูล
คณะบริหารธุรกิจ
27/ 11 / 52
(ที่มาของข้อมูล : จากบทความเรื่อง “ระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สร้างอย่างไรจึงจะสร้างชาติ” ในวารสาร SMEs Today ปีที่ 7 ฉบับที่ 84 ประจำเดือนตุลาคม 2552 ).
ผมเคยเกริ่นเรื่องราวเกี่ยวกับการบริหารจัดการโลจิสติกส์ (Logistics Management ) ที่กลับกลายจากเรื่องเก่าๆ ธรรมดา ๆ มาเป็นเรื่องสุดฮิทในการบริหารจัดการขององค์การธุรกิจไปทั่วโลกในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางยุควิกฤติเศรษฐกิจที่ทุกคนได้งัดเอากลเม็ดเด็ดพรายทางการตลาดมาห้ำหั่นกันจนสุดฤทธิ์เดชแล้วและบางท่านก็นำฝูงกระโจนลงทะเลเลือด ( Red Ocean )ไปแล้วด้วยสงครามราคาเพื่อสงวนส่วนแบ่งตลาดที่เหลือจากกำลังซื้อที่ลดลงของผู้บริโภคในปัจจุบัน โดยได้เล่าไปเป็นพื้นฐานแล้วว่า การบริหารจัดการโลจิสติกส์นั้นคืออะไรและต้องทำ ต้องคิดอะไรโดยหลัก ๆ บ้าง (ถ้าใครยังไม่ได้อ่าน หรืออ่านแล้วลืม ก็คงต้องไปเปิดจากบทความของอาจารย์คณะบริหารธุรกิจใน website ของคณะภายใต้หัวข้อเรื่อง “เหลียวหลังแลตนเมื่อวิกฤติมาถึง” ) มาตอนนี้ที่จริงผมตั้งใจจะว่าต่อไปเลยเป็นตอนที่ 2 เพื่อให้รู้ลึกลงไปว่าต้องคิดต้องทำอย่างไร จึงจะออกไปจากท้องทะเลสีเลือดแห่งการแข่งขันโดยที่กำไรหดลงเรื่อย ๆ กลับเข้าสู่ท้องทะเลสีคราม ( Blue Ocean ) เสียที ก็เผอิญเจอคำถามของลูกศิษย์ว่า “การบริหารจัดการโลจิสติกส์” มันต่างหรือเหมือนกับ “การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน( Supply Chain )” อย่างไร ผมก็เลยต้องหันมาเอาทั้งสองเรื่องมาเกี่ยวกันและว่าไปพร้อม ๆ กันเลยเสียทีเดียว
เอากันตั้งแต่ต้นเลยทีเดียวว่าแต่ก่อนแต่ไรมาปัจจัยสำคัญในความสำเร็จในการดำเนินการแข่งขันทางธุรกิจขององค์กรนั้นเชื่อกันมาเสมอว่าต้องมีนวัตกรรมในด้านผลิตภัณฑ์ ต้องมีการบริหารจัดการตลาดที่ปราดเปรื่องครบเครื่องจับยึดผู้บริโภคให้เป็นลูกค้าที่ซื่อสัตย์ตลอดกาลขององค์กรให้ได้ แต่ในปัจจุบันการมีทั้งสองสิ่งกลับไม่พอ ไม่สามารถจะประกันความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจขององค์กรได้อีกต่อไป โลกยุกโลกาภิวัฒน์ที่ทำให้ทุกบริษัทฯในตลาดตกอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันคือ “หมู่บ้านโลก (Global Village” ไม่ว่าใครจะตั้งอยู่ที่ไหน และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลวอย่างรวดเร็วด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสื่อสารและโทรคมนาคม อย่างที่กล่าวว่าธุรกิจจะอยู่รอดต้องได้ต้องทันกับเวลา คือเป็นยุคที่ต้องคิดต้องบริหารจัดการธุรกิจให้ทันกับเวลา ( Economy of Speed ) ไม่ใช้ต้องทำให้ได้กับขนาด ( Economy of Scale ) อีกต่อไป พอมาถึงตรงนี้บทบาทของโลจิสติกส์ก็ก้าวเข้ามา เพราะเป็นปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญยิ่งในการด้าน “ความรวดเร็วในการผลิตและนำเสนอผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดได้ทันเวลาแห่งความต้องการของลูกค้าผู้มมุ่งหวังก่อนที่จะเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่นด้วยการได้รับข้อมูลใหม่เข้ามา
อ่านมาถึงตรงนี้แล้วก็อย่าเพิ่งเหมาเอาเองว่า อ๋อ “ การบริหารจัดการโลจิสติกส์ก็คือการบริหารจัดการเรื่องเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าตามลูกค้ากำหนดนั่นเอง” เพราะคงเคยเห็นรถหัวลากตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 27 ตัน หรือบางทีก็รถขนาดเล็กขนาด 1-12 ตัน ที่เป็นรถประเภทตู้ปิดบรรทุกสินค้าวิ่งไปวิ่งมาเบียนป้ายชื่อบริษัทเจ้าของโดยที่มักจะมีคำว่า Logistics ติดพ่วงอยู่เสมอ ส่งสินค้าขึ้นล่องระหว่างจังหวัดอยู่เสมอแต่ที่จริงถูกเพียงส่วนน้อยนิดแต่ความหมายที่แท้จริงจะกว้างขวางและครอบคลุมมากกว่านี้มากมาย เพราะมันคือ กระบวนการวางแผนเพื่อบริหารจัดการให้เกิด หรือให้มีการเคลื่อนย้ายของข้อมูล เงินทุน การติดต่อสื่อสาร การควบคุม ที่จะจัดซื้อหา จัดเก็บ บำรุงรักษา วัตถุดิบจากจุดเริ่มต้นในการผลิตสินค้าหรือบริการและกระจายไปสู่จุดสุดท้ายของการบริโภคตามความต้องการและในเวลากำหนดของลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
ผมคงต้องพูดว่าการจะบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพหรือประสิทธิผลนั้นก็ต้องคำนึงถึงหลักของการบริหารจัดการให้เข้าสู่ตลาดได้ทันเวลา โดยยึดหลักการของ 5 Rs เป็นหัวใจของการบริหารจัดการโลจิสติกส์ดังเคยกล่าวไว้แล้วคือ ผลิตสินค้าที่ถูกต้อง (Right Product) ที่ต้นทุนราคาเสนอขายถึงลูกค้าที่ถูกต้องและพอใจ ( Right Cost ) นำเสนอถูกช่องทางที่ลูกค้าเข้าถึง( Right Place) เสนอและสามารจัดส่งถึงลูกค้าผู้บริโภคได้ในเวลาที่ต้องการ ( Right Time)และลูกค้าได้รับสินค้าในสภาพสมบูรณ์(Right Condition)ดังการคาดหวังของการตัดสินใจซื้อตามเงื่อนไขเสนอขายของบริษัทฯ ส่วนทำอย่างไรจึงจะเกิดมีประสิทธิภาพ หรือประสิทธิผลคงไม่ต้องกล่าวถึงแล้ว
พอมาถึงตรงนี้คงสรุปได้ว่ากลไกสำคัญของการบริหารจัดการโลจิสติกส์ขั้นต้นก็คือ การเคลื่อนย้ายหรือการไหลเวียน ให้ทันเวลาในกระบวนการเปลี่ยนแปลง ( Transformation Process) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม(Value Added) ให้แก่วัตถุดิบในขั้นตอนของปัจจัยนำเข้าสู่องค์กร ( Input) ซึ่งจะมีกิจกรรมสำคัญสองกิจกรรมคือ การสื่อสาร ( Communication) และ การประสานงาน ( Coordination) ที่มุ่งผลไปที่การนำคุณค่า (Value) ไปตอบสนองความต้องการของลูกค้า ผู้บริหารจะต้องมองภาพของการดำเนินการแต่ละองค์ประกอบในเชิงระบบโดยรวมที่เชื่อมโยงผลได้ผลเสียของแต่ละกิจกรรมถึงกันถึงอันจะส่งผลไปถึงการก่อต้นทุนเพิ่มโดยไม่ได้มีการสร้างมูลค่าเพิ่ม และลดความสามรถในการแข่งขันขององค์กรลงนั่นเอง ผมจะหยุดเรื่องราวของโลจิสติกส์ไว้ตรงนี้ ตรงที่เกี่ยวกับแค่ปัจจัยนำเข้ามาสู่องค์กรเพื่อการผลิตให้เกิดความเข้าใจในกิจกรรมของโลจิสติกส์เสียก่อน ยังไม่ต้องไปพูดถึงส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการขาออกของปัจจัยอันเป็นผลผลิต(Output) ว่ากิจกรรมการสื่อสาร การประสานงานขององค์ประกอบต่าง ๆ เกี่ยวพันเชื่อมโยงและส่งผลถึงกันอย่างไรเพราะจะมีองค์ประกอบเพิ่มมากขึ้นทำให้เกิดความซับซ้อน (Complexity) จนสับสนเอาได้ ทั้งนี้เพื่อที่จะได้หันมาดูว่า “โลจิสติกส์” จะเหมือนจะต่างกับ “ห่วงโซ่อุปทาน” อย่างไร ทำความเข้าใจเอาได้ง่าย ๆ เลยว่าองค์ประกอบและปัจจัยสำคัญของระบวนการดำเนินงานของทั้งสองเรื่องนี้เหมือนกันคือเพื่อเคลื่อนย้ายองค์ประกอบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ แต่พอเป็นการเคลื่อนย้ายที่เกิดขึ้นและเชื่อมโยงระหว่างองค์กรต่อองค์กรในอุตสาหกรรมเดียวกันหรือต่างกันที่มีเงื่อนไข ของกฎเกณฑ์ หรือข้อปฏิบัติต่าง ๆ แตกต่างกันไม่ว่าจะเป็น นโยบาย แนวทางการบริหารจัดการภายใน และการบริหารความสัมพันธ์ระหว่างองค์กร การตรวจสอบคุณภาพ ราคา การเงิน หรือการปฏิบัติใด ๆที่ต้องเชื่อมโยงองค์ประกอบที่ต่างกันแต่ละอย่าง อันเนื่องมาจากผลิตภัณฑ์และสถานที่มิใช่เจ้าของเดียวกันก็เป็นห่วงโซ่อุปทานเพราะจะมีความเกี่ยวข้องและการดำเนินงานที่ต้องใช้สายสัมพันธ์ทางธุรกิจ(Business Relationship) ทั้งจากระดับต้นน้ำ ( Upstream) ลงไปจนถึงระดับปลายน้ำ ( Downstream) ถ้าเป็นในองค์กรเดียวกันก็เป็นแค่ระบบโลจิส ติกส์ภายในองค์กรเพราะทั้งวัตถุดิบหรือสินค้าและบริเวณสถานที่ตลอดจนกฎระเบียบวิธีดำเนินการล้วนเป็นของเจ้าของเดียวกัน
ถ้าจะเปรียบเทียบแล้วก็อาจจะกล่าวได้ว่าเรื่องของการบริหารจัดการโซ่อุปทานนั้นเป็นเรื่องค่อนข้างกว้างขวางเกี่ยวพันกับหลายเรื่องหลายองค์กรทั้งในอุตสาหกรรมเดียวกันและต่างอุตสาหกรรมต้องมีกลยุทธ์(Strategy) ในการบริหารจัดการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายและสามารถขยายให้กว้างในระดับของอุตสาหกรรมหรือประเทศชาติได้ แต่โลจิสติกส์นั้นเป็นเพียงใช้ยุทธวิธี (Tactic) ในระดับปฏิบัติการให้สอดคล้องกับเป้าหมายทีกำหนดไว้ แต่ทั้งสองเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ควบคู่ สอดประสาน และเสริมสร้างการดำเนินงานไปด้วยกันเสมอ
เอาละครับคงเข้าใจดีแล้วว่ามุมมองเรื่องเก่าๆ เหล่านี้จะสร้างความสามารถในการแข่งขันให้เราอย่างไร ในโอกาสต่อไปค่อยมาเจาะลึกลงไปที่ละองค์ประกอบทีละกิจกรรมเพื่อความชัดเจนในการสร้างความสามารถในการแข่งขันโดยการบริหารจัดการโลจิสติกส์
นิยม จันทกูล
คณะบริหารธุรกิจ
10 กรกฎาคม 2552
ระยะเวลาช่วงทศวรรษที่ผ่านมามีการกล่าวถึงแนวคิดเรื่องการบริหารองค์กร หรือการนำเอาทฤษฎีทางการตลาดทฤษฎีหนึ่งมาใช้กันบ่อยมากขึ้นหรือแพร่หลายมากขึ้น คือเรื่องของ Blue Ocean Strategy และในขณะนี้ซึ่งอยู่ในยุควิกฤตเศรษฐกิจ กำลังซื้อของผู้บริโภคในตลาดหดตัว หรือ Demand ลดลงซึ่งก็จะส่งผลให้ Supply ล้นตลาด การแข่งขันในตลาดก็จะสูง ดุเดือดและสิ่งที่คนส่วนใหญ่จะทำเพื่อแข่งขันแย่งเอา Demand ที่เหลืออยู่มาเป็นของตนก็มักจะลดราคาสินค้าทั้งทางตรงหรือทางอ้อมโดยการ ลด แลก แจก และ แถม ทำให้เกิดสงครามหั่นราคาตามกำลังความเข้มแข็งทางการเงิน หรือสายป่านของแต่ละบริษัทฯ ซึ่งก็เรียกว่า เจ็บตัวด้วยกันทุกฝ่ายที่เข้าสู่ปฏิบัติการนี้ดั่งการสู้รบในท้องทะเลจนทะเลกลายเป็นสีเลือด – Red Ocean นั่นเอง จึงเป็นโอกาสเหมาะเป็นอย่างยิ่งที่จะกล่าวถึงทางเลือกที่ทุกคนอาจก้าวออกจากสงครามทางราคาได้
ศาสตราจารย์ W.Chan Kim ผู้ริเริ่มเสนอทางออกใหม่ว่า Blue Ocean Strategy คือการแนะนำให้นักการตลาดเอาสิ่งที่มีอยู่แล้วมาปรับเพื่อหาช่องว่างและที่เล่นใหม่ โดยยึดแนวคิดการตลาดที่ไม่ต้องเป็นที่หนึ่งในตลาดโดยทำกำไรไม่ได้ แต่ทำให้แค่สามารถครองตลาดให้ได้เท่าที่จำเป็น แล้วสร้างกำไรให้พอเพียงในระดับหนึ่งก็พอ คือพยายามมองหาสิ่งที่ดี หรือผลิตภัณฑ์ที่สนองความต้องการของลูกค้า เป็นที่ต้องการของลูกค้าจริง ๆ ให้ได้พิจารณาปรับปรุง ผลิต และนำเสนออย่างสมเหตุสมผล โดยไม่ต้องนำเรื่องต้นทุน หรือราคาขายมาเป็นตัวตั้ง
หัวใจของกลยุทธ์นี้ คือ
1. ลด ทำหารสำรวจผลิตภัณฑ์หาสิ่งที่แฝงอยู่ และไม่มีความจำเป็นสำหรับการตอบสนอง ความต้องการจริง ๆ ของผู้บริโภคแล้วลดลงหรือตัดออกให้มากที่สุด
2. ละเว้น ทำการสำรวจกิจกรรมการดำเนินการที่ไม่จำเป็น หรือไม่ก่อให้เกิดการสร้าง Demand โดยตรง แล้วยกเลิก หรือละเว้นให้มากที่สุด
3. เพิ่มหรือสร้าง โดยระดมสมองช่วยกันคิดหาทางทำทุกสิ่งทุกอย่างที่จะช่วยเติมเต็มให้ผลิตภัณฑ์สนองตอบต่อความต้องการจริง ๆ ของผู้บริโภค หรือจะช่วยทำให้เกิดการสร้าง Demand ให้เกิด หรือเพิ่มขึ้นได้ในตลาด
สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้คือการสร้างความแตกต่างอย่างตรงกับความต้องการเหมือนหนึ่งเข้าไปนั่งอยู่ในใจของลูกค้าแล้วผลิตสิ่งที่เขาต้องการจริง ๆ มาเสนอสนองความต้องการหรือเดิมเราเคยเรียกกันว่า Customization นั่นเองแต่เมื่อสร้างขึ้นมาแล้วก็นำเข้าสู่กระบวนการสื่อสารให้ลูกค้าเป้าหมายเกิดความรับรู้และตระหนักว่า “นี่คือสิ่งที่คุณต้องการ และสมควรที่ต้องตัดสินใจเลือกซื้อเพื่อสนองความต้องการ” ดังนั้นกลยุทธ์ Blue Ocean จึงเป็นเพียงกลยุทธ์เฉพาะตัวสินค้ามิใช่เป็นกลยุทธ์การบริหารจัดการขององค์กร
ในหนึ่งองค์กรจึงมีสินค้าบางตัวที่ไม่อาจใช้กลยุทธ์นี้ได้ หมายความว่าทั้งองค์กรหากจำเป็นต้องมีผลิตภัณฑ์หรือสินค้าบางผลิตภัณฑ์ที่ยังจำเป็นต้องคงไว้ และขายได้แต่ไม่สร้างกำไร หรือสร้างกำไรได้ไม่มากพอก็ยังสามารถจะดำเนินการเช่นนั้นต่อไปได้ในช่วงระยะเวลาที่ต้องการเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดหรือด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่งเช่นในภาวะปรกติที่ Demand และ Supply มีปริมาณหรือระดับใกล้เคียงกันตามกลยุทธ์การตลาด โดยปรกติวิสัยก็เป็นได้
เมื่อเป็นเช่นนี้การจะใช้กลยุทธ์ท้องทะเลสีคราม จึงจำเป็นต้องมีการปรับตัวอยู่อย่างสม่ำเสมอ ตลอดเวลาเพราะคู่แข่งขันก็ไม่นั่งอยู่เฉย ๆ อีกทั้งพฤติกรรมการบริโภคของลูกค้ารวมทั้งเทคโนโลยีก็เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา องค์กรที่จะใช้กลยุทธ์นี้อย่างได้ผลและมีประสิทธิภาพต้องใช้ความสามารถในการเลือกและปรับปรุงผลิตภัณฑ์ และสำคัญที่สุดต้องมีการปรับเปลี่ยนองค์กรให้เหมาะสมกับการใช้กลยุทธ์ท้องทะเลสีครามนี้
ในโอกาสต่อไปผมจะมาบอกว่า Prof. W. Chan Kim เขาบอกว่าต้องปรับเปลี่ยนองค์กรอย่างไร และทฤษฎี 3E of Fair Process for Changes ของ Prof. W. Chan Kim (การมีส่วนร่วมของพนักงาน –Engagement, การให้คำอธิบาย – Explanation, และการแสดงความคาดหวังที่ชัดเจน –Expectation Clarity) จะช่วยทำการเปลี่ยนองค์กรอย่างไรจึงจะได้ผลครับ
(ที่มาของข้อมูลจากรายงานสรุปประเด็นการบรรยายของ Prof.Chan Kim โดย อังศุมาลิน ศิริมงคลกิจ ในวารสาร Marketteer ฉบับ 110 เดือนเมษายน 2552)
บทความนี้รวบรวมจากการบรรยายในหัวข้อ “การวางแผนการดำเนินงานโลจิสติกส์อย่างเป็นระบบ” โดย ผศ.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านโลจิสติกส์ในระดับผู้บริหารจัดโดยศูนย์วิจัยด้านโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ภายใต้การสนับสนุนในโครงการพัฒนาหลักสูตร และการฝึกอบรมโลจิสติกส์ และซัพพลายเชนของสำนักการอุดมศึกษาแห่งชาติ
คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยโยนกกำลังดำเนินการขอเปิด หลักสูตร “การจัดการโลจิสติกส์ และ โซ่อุปทาน” ขึ้นภายในปีการศึกษา 2552 ที่จะมาถึงนี้ก็พอดีประจวบกับการเกิดวิกฤติการทางเศรษฐกิจที่ประเทศพัฒนาแล้ว และมีขนาดของเศรษฐกิจเป็นอันดับหนึ่งของโลกทำให้เชื่อแน่ว่าผลกระทบจะส่งออกเป็นวงกว้างไปทุกประเทศทั่วโลก
“แฮมเบอร์เกอร์ดีซีส” กำลังระบาดจากประเทศสหรัฐอเมริกา และระบาดออกไปทั่วโลกด้วยขนาดที่ใหญ่โตของเศรษฐกิจของประเทศของเขา และภายใต้สภาวะโลกาภิวัตน์ที่ทุกประเทศมีกิจกรรมทางธุรกิจปฏิสัมพันธ์ต่อกัน และกันทันที (Real Time) อย่างกว้างขวาง และในขณะนี้พวกเราทุกคนคงทราบกันดีว่าทั่วทั้งโลกกำลังเตรียมตัวรับมือกับผลกระทบ ทำให้คิดขึ้นมาว่าแล้วองค์กรธุรกิจล่ะครับ แต่ละองค์กรเตรียมการหรือยังว่าต้องทำอย่างไร
ผมว่าเราต้องเตรียมตัวเตรียมความพร้อมขององค์กรของเราเพื่อรับมือกับสถานการณ์แวดล้อมภายนอกที่กำลังจะเปลี่ยนไปเช่นกัน เพราะมันจะเป็นการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ เราจะอยู่สู้วิกฤติได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ก็ถึงคราววัดฝีมือของ CEO หรือเจ้าของกิจการกันแล้วครับ
ผมจึงนึกขึ้นมาได้ว่ากิจกรรมโลจิสติกส์ แลธโซ่อุปทานจะเป็นกุญแจสำคัญต่อไปนี้ถ้าเจ้าของกิจการท่านไหน หรือ CEO ขององค์กรธุรกิจใดไม่ตระหนัก หรือเข้าใจในหลักการ และระบบของ โลจิสติกส์ และโซ่อุปทานแล้วละก็โอกาสอยู่รอด หรือแข่งขันกับคนอื่นเขาได้ในสภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่กำลังจะคืบคลานมาถึงละก็ โอกาสคงจะลดลงไปมากทีเดียวเลยครับ เพราะต่อจากนี้ไปความเก่งที่มีเท่าเดิมนั้นจะไม่พออีกต่อไปแล้ว ต้องคิดใหม่ และติดอาวุธใหม่เข้ากับองค์กรเพื่อที่จะได้แข่งขันแย่งชิงโอกาสที่เหลืออยู่ หรือที่เปิดให้มาเป็นของท่านให้ได้ โลกโลกาภิวัฒน์ใบนี้ท่านก็ทราบดีว่าท่านไม่ต้องกระโดดออกไปแข่งกับใคร อยู่ดีดีก็จะมีคนกระโดดเข้ามาแข่งกับท่าน
อย่าว่าอื่นไกลเลยครับบางท่าน บางวันเปิดร้านขายโชว์ห่วยอยู่ในซอยดี ๆ จู่ ๆ ก็จะมีร้านเซเว่นมาเปิดที่ปากซอย และเผลอ ๆ ในไม่ช้าก็จะมีข่าวว่า โลตัส หรือคาร์ฟู หรือยักษ์ใหญ่ตนอื่น ๆ จะมาก่อสร้างแถวหัวมุมถนนก็จะตามมาอีกก็ได้ ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ไม่ถึงคราวสู้ก็ต้องถูกบังคับให้สู้ หรือมิเช่นนั้นก็คงจะต้องเตรียมตัวเลิก หรือเปลี่ยนกิจการไปเลยละครับ
ผมจะเริ่มลำดับให้ทราบว่า โลจิสติกส์ และโซ่อุปทาน คืออะไร และถ้ามีการบริหารจัดการที่ดี ๆ แล้วจะเกิดผลอะไรขึ้นกังองค์กร ซึ่งทำได้ทั้งนั้นครับไม่ว่าเล็ก หรือใหญ่ยิ่งทำเร็วเท่าไรก็จะเริ่มสร้างความได้เปรียบ และความสามารถในการแข่งขันให้กิจการของท่านได้เร็วเท่านั้น “ปราชญ์ หรือผู้รู้ทางการบริหารจัดการโลจิสติกส์ และโซ่อุปทาน” ในประเทศไทยกล่าวกันว่า “บริษัทไทยของเราใช้ทรัพยากรทุก ๆ อย่างไปกับกิจกรรมการตลาดจนถึง หรือเกือบจะถึงที่สุดไปเกือบทุก ๆ องค์กรแล้ว โอกาสสร้างความแตกต่างที่พยายามจะหนีออกจากกันด้วยเทคนิค หรือกลยุทธการตลาดก็เกือบจะหมด หรือมิเช่นนั้นก็เรียกว่ารู้ทันกันจนเกือบจะหมดแล้ว”
ดังนั้นใครมองเห็นลู่ทางการบริหารจัดการโลจิสติกส์ และโซ่อุปทานได้เร็วกว่าใครจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลดียิ่งกว่าใครคนอื่น ก็จะสร้างความได้เปรียบ และความสามารถในการแข่งขันได้ก่อน เพราะว่าโลจิสติกส์ และโซ่อุปทานนั้นเป็นแนวทางที่จะส่งผลดียิ่งกว่าที่ใคร ๆ จะคาดคิดว่าเป็นเพียงแค่ขอบเขตของการบริหารจัดการวัตถุดิบ และสินค้าที่เราผลิตเพื่อขายให้แก่ลูกค้าของเราให้ต้นทุนต่ำ ๆ เท่านั้น
หากแต่ลึกซึ้งยิ่งกว่าเพราะหมายถึง การจัดการเคลื่อนย้ายของวัตถุดิบต่าง ๆ เพื่อการผลิต และตัวสินค้า หรือบริการที่ผลิตขึ้นมาได้ ตลอดจนถึงข้อมูลต่าง ๆ และรวมถึงด้านการเงินอันเป็นหัวใจของธุรกิจในระหว่างผู้ประกอบการจนถึงผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล โดยมิใช่ทำเพียงแต่เพื่อให้ได้ต้นทุนต่ำสุดอย่างเดียว เนื่องจากภายใต้เงื่อนไขของโซ่อุปทานในยุคนี้นั้น พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป ผู้ประกอบการต้องมีสินค้าคุณภาพที่ลูกค้าต้องการ และสามารถส่งมอบอย่างถูกต้องเรียบร้อยทันเวลา ในสภาพ และราคาที่พอใจ ณ สถานที่ที่ลูกค้ากำหนด ดังนั้นการบริหารวัตถุดิบ และการบริหารการผลิตที่ส่งผลถึงคุณภาพที่แตกต่างกันของสินค้าที่จะผลิตออกมา การบริหารจัดการทางด้านตลาด และช่องทางการจัดจำหน่ายเพื่อสร้างอำนาจต่อรองจนเปิดโอกาสในการ เสนอสินค้าที่ผลิตขึ้นต่อลูกค้าได้เท่านั้นจึงจะขายสินค้า และบริการที่ผลิตขึ้นมาได้มิใช่ราคาถูกแต่เพียงอย่างเดียว
ว่ากันง่าย ๆ ครับว่า เราต้องเข้าใจ และเห็นภาพของการบริหารจัดการ เพื่อใช้ทรัพยากรของเราอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดตั้งแต่ให้ผู้จัดส่งวัตถุดิบเข้าสู่องค์กรแล้วจัดเก็บ เคลื่อนที่ เคลื่อนย้ายภายในองค์กรเพื่อเข้าสู่กระบวนการผลิตออกมาเป็นสินค้าสำเร็จรูป ทำการเคลื่อนย้ายจัดเก็บ จัดเตรียมเพื่อส่งภายในองค์กร ดำเนินการจัดส่งในรูปแบบต่าง ๆ ให้ถึงมือลูกค้าอย่างประหยัด มิใช่บริหารจัดการให้ต้นทุนต่ำที่สุดเพราะ CEO ต้องไม่มองแค่ประสิทธิภาพ (Efficiency) เท่านั้น แต่ต้องเล็งให้เกิดประสิทธิผล (Effectiveness) ที่ลูกค้าพอใจด้วย
ลูกค้าสมัยนี้จะบริหารแค่หลักการ การตลาด 4Ps เท่านั้นไม่พอ ต้องสนองความพึงพอใจของลูกค้าให้ได้ คือต้องมีแถมอีก 5Rs คือเป็นสินค้าที่ลูกค้าต้องการ (Right Product) นำไปในที่ที่มีความต้องการ (Right Place) ในเวลาที่ต้องการ (Right Time) ในสภาพที่สมบูรณ์ (Right Condition) และต้นทุนถึงลูกค้าที่เหมาะสม (Right Cost) มิเช่นนั้นลูกค้าก็จะเลือกสินค้าทดแทนอย่างอื่น! ถ้า CEO ท่านใด เจ้าของกิจการท่านไหนมองไม่ทะลุก็ยากละครับ
ในฉบับต่อไปผมจะเล่าต่อว่าจะเริ่มทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้ให้เกิดขึ้นให้เป็นจริงได้อย่างไร?
เสริมสร้างจุดแข็งในฐานะนักธุรกิจ
หลายๆ คนสามารถเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จได้ แม้ในตอนเริ่มต้นเขาไม่ได้มีคุณสมบัติของนักธุรกิจที่ดีอย่างครบถ้วน ท่านสามารถแก้ไขจุดอ่อนของท่านและพัฒนาให้เกิดความเข้มแข็งได้ โดยการเรียนรู้ ฝึกฝน และพัฒนาแก้ไขลักษณะนิสัย
พิจารณาการประเมินตนเองว่าคุณลักษณะข้อใดที่เป็นจุดอ่อนของท่านและท่านจะทำอย่างไรเพื่อแก้ไข ถ้าท่านมีจุดอ่อนในเรื่องความชำนาญด้านเทคนิค ท่านอาจจะเข้ารับการฝึกอบรมเพื่อให้เกิดความรู้และทักษะ หรือจ้างลูกจ้างที่มีความชำนาญ หรือหาหุ้นส่วนที่มีความชำนาญเรื่องนั้นๆ ถ้าท่านมีจุดอ่อนเรื่องการจัดการธุรกิจ ท่านอาจหาหนังสือมาอ่านหรือเข้ารับการอบรมหลักสูตรการบริหารธุรกิจซึ่งจะให้ความรู้พื้นฐานด้านการตลาด การขาย การคิดต้นทุน การวางแผน ฯลฯ ถ้าท่านขาดความรู้เกี่ยวกับธุรกิจที่ท่านเลือกทำ ท่านอาจต้องหาหุ้นส่วนที่มีความรู้ ประสบการณ์ในธุรกิจประเภทนั้น ซึ่งจะให้คำปรึกษาแก่ท่านได้
ประเมินสถานการณ์เงินของท่าน
นอกเหนือจากความชำนาญด้านธุรกิจแล้ว ท่านจำเป็นต้องมีเงินพอที่จะเริ่มทำธุรกิจ ถ้าท่านไม่มีเงินออมหรือทรัพย์สินที่จะใช้เป็นหลักทรัพย์ได้ โอกาสที่ท่านจะได้รับเงินกู้ จะน้อยมาก
ในการเริ่มต้นธุรกิจ ท่านต้องมีเงินของท่านเองสำหรับใช้ลงทุนส่วนหนึ่ง ในขณะเดียวกันท่านก็จะต้องมีเงินอีกส่วนหนึ่งเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในแต่ละวัน สำหรับครอบครัวและส่วนตัว ในระหว่างที่ยังไม่มีรายได้จากธุรกิจในตอนต้น
ท่านผู้อ่านได้ประเมินจุดอ่อนของตนเองและสถานะการเงินของท่านอย่างไร ร่วมแบ่งปันประสบการณ์กันได้ครับ
ประชาสัมพันธ์ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง
คงเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วว่า สังคมสมัยนี้เป็นสังคมข่าวสารอย่างแท้จริง ข่าวสารกระจายไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเรามีเทคโนโลยีทางการสื่อสารที่พัฒนาความรวดเร็วขึ้นเรื่อย ๆ กอร์ปกับลักษณะนิสัยของคนไทยที่พัฒนาเป็นผู้บริโภคข่าวสารอย่างจริงจัง ข่าวสารก็มีลักษณะเช่นเดียวกับบรรดาสรรพสิ่งต่าง ๆ ทั้งหลาย นั่นคือ หากปล่อยให้กระจายหรือเติบโตไปตามธรรมชาติแล้วมันก็จะกระจายไปอย่างไม่ เป็นระเบียบ ข่าวสารบางส่วนอาจก่อให้เกิดประโยชน์ แต่อีกบางส่วนก็อาจจะเป็นโทษได้ หากเราจัดระเบียบข่าวสารได้เป็นอย่างดี เราก็สามารถใช้ประโยชน์ได้เต็มที่จากข่าวสาร
ผู้เขียนมีความเห็นว่า ปัจจุบันนี้ข่าวสารไม่ได้เป็นเรื่องของผู้ประกอบอาชีพด้านสื่อสารมวลชนที่จะสรรค์สร้างแต่เพียงฝ่ายเดียวแล้ว หากแต่เป็นเรื่องที่บุคคลแต่ละคนสามารถสรรค์สร้างเพื่อส่งเสริมตนเองหรือหน่วยงานของตนเองได้
หลักสากลของงานประชาสัมพันธ์ มีเพียงวัตถุประสงค์เดียวในอันที่จะให้ข่าวสารมีส่วนสนับสนุน ส่งเสริมให้ไปถึงจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ สิ่งที่แตกต่างกันก็คือ “ใครจะใช้วิธีการใดในการประชาสัมพันธ์”
ผู้เขียนเชื่อมั่นว่า นักบริหารในปัจจุบันให้ความสำคัญยิ่งต่อการประชาสัมพันธ์เพราะถือว่าเป็น หัวใจของการดำเนินงานขององค์การเลยทีเดียว องค์การไหนที่อ่อนในด้านประชาสัมพันธ์องค์การนั้นก็ต้องแพ้คู่แข่งในด้านการตลาด ไม่เว้นแม้กระทั่งสถาบันการศึกษาที่มีการแข่งขันกันดุเดือด บางสถาบันปิดประตูไม่ให้สถาบันที่คิดว่าจะเป็นผู้แข่งขันในอุตสาหกรรมเดียวกันกับตนเองเข้าไปพบหรือพูดคุยแนะแนว ทางการศึกษาต่อให้กับนักศึกษาในสถาบันของตนเองด้วยซ้ำไป ดังนั้นคงจะเห็นได้ว่าหากสถานการณ์ มีการแข่งขันที่รุนแรงและไม่อาจเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยง่ายแล้วล่ะก็ การประชาสัมพันธ์จะเป็นเรื่องสำคัญ ในระดับต้น ๆ ที่องค์กรทุกองค์กรต้องให้ความสำคัญ
การจัดการกับข่าวสารไม่ใช่เรื่องยาก การทำตนให้เป็นข่าวเป็นเรื่องที่ไม่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายมากมายอย่างที่หลายคนเข้าใจ หากคุณแน่ใจว่าคุณมีความสามารถมากพอที่จะให้ผู้คนทั่วไปได้รับรู้ในด้านใดด้านหนึ่งขององค์การของคุณ คุณไม่จำเป็นต้องเป็นนักประชาสัมพันธ์มืออาชีพเลยก็ได้
“ทำไมต้องประชาสัมพันธ์”
องค์กรหลายองค์กรก็สามารถดำเนินงานได้โดยปราศจากการประชาสัมพันธ์ แต่มีองค์กรอีก มากมายที่หวังผลลัพธ์ที่ดีกว่าและมีชื่อเสียงที่ขจรขจายมากกว่า ถ้าพวกเขามีแผนประชาสัมพันธ์ ไม่มีการประชาสัมพันธ์ใดที่สามารถปกปิดคุณภาพสินค้าที่ไม่ดี หรือปกป้ององค์กรที่ไม่มีจริยธรรม เพราะการประชาสัมพันธ์จะสำเร็จได้ก็เพราะองค์กรนั้น ๆ เชื่อถือได้ การใช้ประชาสัมพันธ์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถรักษาองค์กรที่ฟอนเฟะได้ การประชาสัมพันธ์ทำได้เพียงช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์เชิงบวก และลดทอนความเสียหายที่เกิดขึ้นเมื่อมีการกระทำผิดพลาดไป
ทุกองค์กรต้องมีลูกค้า ถึงแม้ว่าองค์กรนั้นไม่ได้เป็นผู้ผลิตสินค้าก็ตาม และนี่ก็เป็นเพียงบางส่วนที่ผู้เขียนเห็นว่าน่าจะเป็นกลยุทธ์สู่ความเป็นเลิศในงานประชาสัมพันธ์ยุคใหม่ได้
………. โดยอาจารย์ศิรินธร อุทิศชลานนท์
คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยโยนก