Archive for the ‘ระบบสารสนเทศคอมพิวเตอร์’ Category

น.ศ.CBPUS เข้าเรียนรู้ชุมชนครั้งที่ 3 และเวที สกว.

Friday, October 23rd, 2009
ห้องบัวตอง ราชภัฎลำปาง ห้องบัวตอง ราชภัฎลำปาง

15 ต.ค.52 กร กับ มะปราง ร่วมเวทีสรุปบทเรียนปี 2552 สกว.ลำปาง ร่วมกับ อ.วิเชพ อ.กฤตภาศ อ.อ้อม อ.เอ อ.เก๋ และอ.แต วันที่ 15 ต.ค.52 ณ ห้องบัวตอง ราชภัฎลำปาง จัดโดย นางสาวภัทรา มาน้อย โดยมี ผศ.เล็ก แสงมีอานุภาพ ให้เกียรติกล่าวเปิดงาน “ฮู้แฮง แป๋งฮ่อม ต้อมกำกึ๊ด” เพื่อเปิดเวทีแบ่งปันประสบการณ์ที่นักวิจัยจากสถาบันต่าง ๆ มานำเสนอในประเด็นที่สัมพันธ์กับการศึกษา และมีนักวิชาการมาให้คำแนะนำ เป็นแนวทางพัฒนาต่อไป จนเลยเวลาไปนิดหน่อย
     ก่อนเข้าเวทีนี้ นักศึกษาทั้ง 2 คนข้างต้น และนายสุทัศน์ ได้ลงพื้นที่ครั้งที่ 3 วันที่ 11-12 ต.ค.52 เพื่อเก็บข้อมูลวีดีโอเพิ่ม นำเสนอวีดีโอต้นแบบ และโฮมเพจของโครงการ ต่ออ.บุรินทร์ ซึ่งมีกิจกรรม และประเด็นในการแลกเปลี่ยนกับนักศึกษาที่สำคัญ คือ 1)การทบทวนโครงเรื่องของ VDO 2 เรื่อง 2)การยกร่าง Script สำหรับจัดทำวีดีโอรวม 3 ชั่วโมง 3)ตกเย็นวิพากษ์วีดีโอ และ 4)โฮมเพจต้นแบบ 5)วันที่สองเข้าสัมภาษณ์นักวิจัยในพื้นที่อีกครั้งก่อนกลับลำปาง

International Conference ที่โมร็อคโค

Friday, October 23rd, 2009

Pict_day21v2วันที่ 21 ตุลาคม 2552 เวลา 17.00 น. ได้ร่วมนำเสนอผลงานวิจัยในเวที International Conference on Software, Knowledge and Information Management and Applications (SKIMA 2009) ที่เมือง Fes ประเทศโมร็อคโค บรรยากาศการประชุมและพิธีเปิดเริ่มในตอนบ่ายก่อนเข้า session การนำเสนอผลงานวิจัยที่ละคน ซึ่งผมเจอเป็นคนแรกของวันแรกและอยู่ห้องแรก ครั้งนี้ไม่ตื่นเต้นเหมือนครั้งก่อนที่สิงคโปร์ ได้ประสบการณ์หลายอย่างที่โมร็อคโค มีโอกาสกลับไปฝรั่งเศสพรุ่งนี้จะเล่าให้ฟัง อยู่ที่นี่มีปัญหาเรื่องการใช้ internet อย่างมาก เลยขาดการติดต่อไปพักใหญ่ ต้องขออภัยจริงๆ

วันที่ 10 ที่ลียง

Monday, October 12th, 2009

PictDay10v3ตอนบ่ายของวันนี้ได้เดินทางโดยรถไฟฟ้าใต้ดินไต่ขึ้นไปบนยอดเขาอีกฟากหนึ่งที่สถานีชื่อ “Croix Rousse” ถ่ายภาพย้อนกลับมาที่มหาวิหาร Fourviere และบริเวณที่พักของเรา ได้บรรยากาศไปอีกแบบหนึ่ง จากนั้นค่อยๆ เดินลงมาตามทางลาดที่เขาตั้งใจทำไว้ มีร้านค้า ร้านกาแฟ ร้านขายผลไม้ อยู่ด้านซ้ายขวาเป็นจำนวนมาก จนมาถึงด้านล่างใจกลางเมือง เดินต่อไปจะผ่านย่าน Shopping Street ซึ่งทำคล้ายๆ ถนนชองป์เซลิเซ่ (Champs-Elysees) ในกรุงปารีส ผู้คนจำนวนมากหลั่งไหลกันมา เพราะเป็นเรื่องปกติของคนที่นี่ในวันหยุดจะพักผ่อน หรือเดินจับจ่ายซื้อของ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพวกแฟชั่นการแต่งกายทั้งของหญิง ชาย เด็ก และผู้สูงวัย มีร้านอาหารข้างทางเป็นจุดๆ มีสวนสนุกสำหรับเด็ก ผ่านไปพบโรงหนังข้างทางมีคนเข้าแถวรอซื้อตั๋วกันเพียบ ระหว่างทางเห็นจุดเช่ารถจักรยานเลยเก็บภาพมาฝากกัน ซึ่งผู้เช่าต้องไปที่ตู้บริการและกดหมายเลขของรถ โดยต้องจ่ายผ่านบัตรเครดิตเท่านั้น พร้อมเงินค่ามัดจำประมาณ 150 ยูโร กรณีไม่ยอมคืนรถ โดยสามารถขับไปที่ไหนก็ได้ เหนื่อยที่ไหนหรือไม่อยากขี่ต่อไป พบจุดบริการเช่าจักรยานที่ไหนก็สามารถคืนได้ทุกจุด เงินมัดจำก็จะคืนให้อัตโนมัติ หรือถ้าใช้บริการไม่ถึง 30 นาที ก็จะไม่เสียค่าเช่า บางคนหัวหมอยอมเช่าไปเรื่อยๆ ทุก 30 นาที คืนรถ ก็จะไม่เสียเงินเลย ลืมบอกไปว่าที่นี่การจ่ายเงินซื้อสินค้าหรือบริการ ต้องใช้บัตรเครดิต หรือบัตรเดบิตทั้งสิ้น จากนั้น เดินมาเรื่อยๆ จนถึงย่านชุมชนชื่อ “Bellecour” เป็นลานกว้าง มีเวทีการละเล่นต่างๆ เช่น การเต้นรำ มีเต๊นท์ขายของ มีการแจกหนังสือประชาสัมพันธ์เมืองลียงในปี 2010 ว่าจะมีกิจกรรมหรืองานใหญ่ๆ จัดขึ้นเมื่อไหร่ และที่ไหน ตรงกลางลานกว้างมีอนุสาวรีย์พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 จึงขอถ่ายภาพเก็บไว้ สำหรับความประทับใจในวันนี้คงจะหนีไม่พ้นการจัดวางผังเมือง ที่เราสามารถเดินจากยอดเขาลงมาสลับเปลี่ยนบรรยากาศไปได้เรื่อยๆ โดยลืมเรื่องเวลาและระยะทางไปเลยว่ามันไกลและนานโขอยู่ทีเดียว

วันที่ 9 ที่ลียง

Sunday, October 11th, 2009

PictDay9v2ช่วงเวลาเย็นหลังกลับจากมหาวิทยาลัยและเป็นวันศุกร์ เลยถือโอกาสเดินชมย่านเมืองเก่าที่องค์การ UNESCO ให้อนุรักษ์ไว้ดังเดิม เพราะเป็นเมืองหลวงเก่าของชาวโรมัน มีมรดกล้ำค่ายิ่ง อาทิ มหาวิหารฟูร์วิแยร์ และโบสถ์เก่าแก่เซนต์จอห์น ซึ่งภายนอกหน้าโบสถ์ดูเก่าแก่และมีคุณค่ายิ่ง ภายในเข้าไปแล้วแทบตะลึง เสียดายเขาไม่ให้ถ่ายภาพ มีการตกแต่งอย่างสวยงามสุดที่จะพรรณนา บรรยากาศอยู่ในความสงบเพราะนักบวชกำลังให้พรผู้มาชำระบาปทั้งหลายอยู่ สมแล้วที่บริเวณนี้ทั้งหมดได้ถูกบันทึกเป็นมรดกโลกในด้วนของเมืองเก่า เดินเลาะไปตามช่องทางเดินระหว่างอาคาร คล้ายๆ ถนนคนเดินบ้านเรา มีร้านอาหาร และร้านขายของที่ระลึกเต็มไปหมด เป็นจุดหนึ่งที่นักท่องเที่ยวจะต้องมาแวะกันถ่ายรูปและซื้อของติดไม้ติดมือกันคนละเล็กละน้อยกลับไปฝากคนที่บ้าน ทำให้มองย้อนกลับไปที่บ้านเราจุดแวะชมของนักท่องเที่ยวดูจะลดน้อยหายไปเรื่อยๆ ผมระลึกย้อนไปเมื่อ 20 ปีก่อน สมัยที่เคยไปท่องเที่ยวที่เกาะเสม็ด บอกได้คำเดียวว่า ธรรมชาติประทานมาให้ ทั้งหาดทรายละเอียดสีขาวเนียน ต้นปาล์มรายรอบ ที่พักแบบมุงจากหรือวัสดุจากธรรมชาติ และที่สำคัญ น้ำใสจนเพื่อนผมลงดำน้ำจับปลาและปลาหมึกได้อย่างไม่ยากนัก มาบัดนี้ แสนเศร้า แสนเสียดายที่ลูกเราคงไม่มีโอกาสได้เห็นเหมือนที่พ่อเคยเห็น คนไทยไม่เคยรู้สึกหวงแหนสมบัติของส่วนรวมเลย เพราะคนไทยส่วนใหญ่เกิดมาพ่อแม่ก็สอนให้ลูกรู้จักแต่การแข่งขัน แก่งแย่ง เพราะถ้าคุณเร็วกว่า เก่งกว่า หรือมีเงินมากกว่า ย่อมหมายถึง คุณคือผู้ชนะ

วันที่ 8 ที่ลียง

Friday, October 9th, 2009

PictDay7วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ที่มหาวิทยาลัย Lyon จึงขอแบ่งปันประสบการณ์สัก 2-3 เรื่อง ที่ค้างไว้และยังไม่มีโอกาสเล่าให้ฟังกัน เรื่องแรกเป็นเรื่องขอคนฝรั่งเศสที่นิยมการอ่านหนังสืออย่างมาก ทั้งบนรถเมล์ ระหว่างรอรถ ขณะทานอาหารที่ร้าน รวมไปถึงการนั่งอ่านในสวนสาธารณะ บนเรือก็คงเช่นกันแต่ยังไม่มีโอกาสได้เห็น ทราบมาว่าคนฝรั่งเศสอ่านหนังสือมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก อยากให้เด็กไทยเป็นแบบนี้จัง เรื่องที่สองก็หนีไม่พ้นคนฝรั่งเศส แต่ไปเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมของเขาด้วย คือ คนที่นี่ทำงานตรงเวลา เลิกตรงเวลา และไม่อู้งาน พักเที่ยงได้ 2 ชั่วโมง (12.00 – 14.00) เวลาจะไปติดต่อราชการหรืองานใดๆ กับใคร จำเป็นต้องตรวจสอบเวลาให้แน่นอนก่อนเสมอ สามารถตรวจสอบได้ทาง internet คงจะจำได้บ้างที่ผมเล่าให้ฟังตอนไปรับเงินเบี้ยเลี้ยงของนักวิจัย ผมต้องไประหว่างเวลา 13.30-15.30 และเฉพาะบางวันเท่านั้น จะไปก่อนก่อนหรือหลังเวลานี้ ไม่ได้เด็ดขาด จะไม่ได้รับบริการไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น เรื่องสุดท้ายในวันนี้ ต้องขอชื่นชมมากๆ ในการวางผังเมืองของที่นี่ ซึ่งเป็นอดีตเมืองหลวงของชาวโรมันมาก่อน โดยเฉพาะต้องขอเน้นเรื่อง Transportation (เมื่อก่อนต้องทำเส้นทางขึ้นไปบนเขาที่ตั้งของโบสถ์ในหลายแห่ง) โดยจะขอเน้นเรื่องขนส่งมวลชน มีบริการรถราง รถไฟฟ้าใต้ดิน และรถเมล์ ซึ่งเชื่อมต่อกันได้อย่างลงตัวและทั่วทั้งเมือง รถยนต์ถือเป็น Priority ต่ำสุด มาทีแรกก็ตกใจเพราะถนนรถรางกับรถยนต์ก็ใช้ร่วมกัน กลัวจะวิ่งชนกันจัง แต่ที่นี่เขารู้โดยอัตโนมัติว่า รถขนส่งมวลชนได้สิทธิ์สูงสุด แต่สำหรับคนมาใหม่ไ ต้องระวังอย่างมากเวลาเดินไปมาบนถนน และที่สำคัญกว่านั้นคือ คนพิการ โดยเฉพาะมนุษย์ล้อ สามารถเดินทางไปไหนมาไหนในเมืองได้อย่างสะดวก มีลิฟต์ขึ้นลงรถทุกประเภท ทุกสถานี และมีทางลาดสำหรับการไปไหนมาไหนโดยไม่ต้องพึ่งพาใคร และทุกคนก็ให้เกียรติคนพวกนี้ด้วย บ้านเราทั้ง 3 เรื่องนี้ ดูเหมือนจะยังห่างไกลสำหรับบ้านเรา

เล่าสู่กันฟัง#1 : เมื่อกฏของมัวร์ไม่เป็นจริงอีกแล้ว น้องโยนกจะตามอย่างไง

Friday, October 9th, 2009

สวัสดี ครับ เห็นโยนกมีบลอกให้เล่น เลยขอแจมด้วยคนในฐานะศิษ์เก่านะครับ

อันที่จริงผมจบจากที่นี่มาก็นานพอสมควร (รุ่นที่ห้า สมัยเดียวกับอาจารย์วีระพันธ์) นึกย้อนไปในอดีต มองทบทวนถึงปัจจุบันก็เลยอยากเล่าประสบการณ์  ลุ่มๆดอนๆแต่ขอเอาเนื้อหาบางส่วนที่พอจะน่ามีประโยชน์กับคนที่สนใจบ้างนะครับ

รุ่นที่ห้าของโยนกถือเป็นรุ่นต้นๆที่ ตอนนั้นทั้งสังคมไทย(หลังพฤษภาทมิฬ นายกชวน1-2มั้ง) ทั้งวิทยาลัย นักศึกษา กำลังอยู่ในวัยที่ตื่นตัวอยากเรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆ  ผมเลือกเรียน สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ เพราะมันเป็นของใหม่จริงๆสำหรับสังคมไทยในยุคนั้น (แรมเมกละสี่ห้าพันได้มัง)

ความกังวลเรื่องเดียวของนักศึกษาไม่ว่ายุคสมัยใด คือ เรื่อง การหางานทำ  ผมเองก็เช่นกัน เมื่อทดสอบตัวเองแล้ว ว่าเอาแน่ทางไอทีก็ต้อง

ปรับตัวให้ทัน     มีวิชาหนึ่งตอนนั้นที่เรียน อาจารย์ (ไม่แน่ใจว่าเป็น อาจารย์อติชาต หรืออาจารย์เก๋ หรือท่านใหน) เล่าเรื่องกฏของมัวร์ (moore law) ให้ฟังในห้อง

ตอนนั้นยอมรับว่านึกขำอยู่ในใจ ว่าเอาอะไรมาเล่าให้ผมฝัง ผมไม่แน่ใจว่าทั้ง 40 กว่าคนในห้องมีใครสนใจหรือไม่แต่มันก็เป็นจุดเล็กๆที่ผมเริ่มปรับตัวเองเพื่อให้ลู่ลมไปตามกระแสหากกฎนี้มันเป็นจริง  ผมเริ่มจากการคิดพื้นๆ ว่าหาก จะหางานที่เหมาะกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี (ตามกฏของมัวร์) ต้องหาความรู้อะไรใส่ตัวเพิ่มบ้าง ซึ่งค้นพบด้วยตัวเองสองทาง(ในตอนนั้น)  ว่าทุกๆ 18 เดือนหากเทคโนโลยีมันก้าวกระโดดผมจำเป้นต้องมีความรู้อะไรบ้างเพื่อรับประกันความมั่งคงในหน้าที่การงาน

1)   ผมต้องรู้เรื่องการบริหารจัดการเทคโนโลยี เพราะคิดว่าคงทำตัวเป็นหมาล่าเนื่อตามเทคโนโลยีไม่ไหวแน่ๆ เลยอยากรู้เรื่องนี้

ซึ่งตอนนั้นต้องบอกตามตรงไม่มีรายวิชาใด กล่าวถึงเรื่องนี้เป็นชิ้นเป็นอัน ยกเว้น วิชาหนึ่งที่ผมลงในสาขาการจัดการ มีกล่าวเรื่องการบริหารงานบุคลากรในองค์กรที่มีการใช้เทคโนโลยี (อ วิสุธ ขวัญพฤกษสอน) แต่ก็ผิวๆ เพียงแต่บอกว่าหากองค์กรณ์จะอยู่รอดต้องนำเทคโนโลยีมาใช้

(office automation นี่เป็นศัพท์หรูหราเกินเอื้อมมากในสมัยนั้น)

2) ผมต้องแม่นในพื้นฐานของการนำเทคโนโลยีไปใช้ เรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น งาน operation (user,NETWORK),งาน develop (programmer),งาน design (SA,DBA) ซึ่งมันจะแย้งกับข้อ1 นะครับ เพราะผมต้องทำตัวเองใหทันสมัยอยู่เรื่อยๆ (ทำให้เหนื่อยมาก)

เลยตัดสินใจว่าคงเอาแค่พอเข้าใจ concept ที่ไม่น่าจะเปลี่ยนไปตามเทคโนโลยี เช่น logic ด้านการ programming  การออกแบบระบบงาน

การออกแบบความสัมพนธ์ของฐานข้อมูล

เป็นเหมือนการแทงหวยครับ หากผมไม่เลือกเอาตัวเองเข้าไปอยู่ สองเรื่องที่เลือกเดิน ยังนึกภาพไม่ออกว่าเด็กจบวิทยาลัยเล็กๆในตจวสมัยนั้นชีวิตจะเป็นอย่างไรในตอนนี้     สำหรับผมในตอนนี้ ถึงแม้จะไม่เคยถูกรางวัลที่หนึ่งสองสามสี่ แต่ก็ไม่เคยโดนกินรวบซะทุกงวด

มาสะกิดใจเอาตอนไม่กี่เดือนที่ผ่านมาได้มีโอกาสคุยกับมือต้นๆของไทยด้านออกแบบด้านจัดการความปลอดภัยทางเทคโนโลยี ว่า “เฮ้ยผมว่ากฏของมัวร์มันไม่จริงแล้ว” เลยทำให้นึกถึงตอนเรียนโยนกไม่ได้  ว่านี่คือสัญญานที่ผมต้องปรับตัวให้รับกับความเปลี่ยนแปลงใหม่อีกครั้งเพื่อให้อีกค่อนครึ่งชีวิตยังคงเป็นเรื่องที่ไม่เหนื่อยจนเกินไป  ก็นึกถึงน้องๆในโยนกไม่ได้ ว่าจะมีใครคิดเอาเรื่องนี้มาเป็นสาระเหมือนผมตอนนั้นบ้างหรือเปล่าหนอ

เอาไว้มาเล่ากันฟังตอนต่อๆไปละกันครับ

สวัสดีครับ

rathakate yonok รุ่น 5

เพิ่มเติม อ้างอิงบทความเล็กๆด้านล่างจาก http://www.computers.co.th และมีคำสารภาพของมัวร์ตามวลีฮิตๆบ้านเราว่า “มันจบแล้วครับนาย”  Moore’s Law is dead, says Gordon Moore   –> http://news.techworld.com/operating-systems/3477/moores-law-is-dead-says-gordon-moore/

กฏของมัวร์ (Moore Law)

เวลา วารี ไม่เคยรอใคร ในปีนีกฏของมัวร์ได้มาครบรอบ 43 ปี ในวัน 28 เมษายน 2551 ที่ถ้าใครไม่ทราบว่ากฏของมัวร์เป็นอย่างไร คงเชยมาก เพราะคุณมัวร์แกทำนายไว้เมื่อ 43 ปีที่แล้ว โดยการทำนายที่ว่านี้ ถือเป็นกฏของมัวร์ (Moore Law) โดยท่าน Gordon Moore เป็นหนึ่งในทีมก่อตั้งบริษัท Intel ขึ้นมา ได้กล่าวไว้เมื่อปีคศ.1965 หรือเมื่อ 43 ปีที่แล้วว่า ” ปริมาณของ Transistor บน Chip ประมวลผล จะเพิ่มเป็นเท่าตัว ทุกๆ 18 เดือน”

ถ้านึกไม่ออก เราลองดูตัวเราก็ได้ครับ ว่าทุกวันนี้ต้องวิ่งตามเทคโนโลยีมากขนาดไหน ถ้าเราไม่ตามเพียงไม่กี่เดือน เราจะเห็นว่าเมื่อกลับมาดูอีก เจ้าเทคโนโลยีไปไกลแล้ว และถ้าทิ้งไปสักปี คงตามกันลำบาก นี่คงเป็นผลพวงของกฏของมัวร์ ก็เป็นได้ (ความคิดเห็นส่วนตัว)

“?(T)he first microprocessor only had 22 hundred transistors. We are looking at something a million times that complex in the next generations?a billion transistors. What that gives us in the way of flexibility to design products is phenomenal.”

?Gordon E. Moore

วันที่ 7 ที่ลียง

Thursday, October 8th, 2009

PictDay6วันนี้เป็นวันแรกที่ได้ใช้เวลาทั้งวันอยู่ที่มหาวิทยาลัยลียง 2 (Universite Lumiere Lyon 2) ได้พบนักศึกษาที่กำลังทำวิจัยระดับปริญญาเอกอยู่หลายคน มีทั้งคนไทย จีน และมุสลิมแถบตะวันออกกลาง ทุกคนจะใช้เวลาทั้งวันหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์ในห้องปฏิบัติการวิจัย (Research Lab) เพื่อทำวิทยานิพนธ์ บางคนก็มาในฐานะ PostDoctoral คือ จบปริญญาเอกแล้วมาทำวิจัยในเชิงลึกของสาขาที่จบมา โดยทางมหาวิทยาลัยจะมอบหมายงานวิจัยให้คนละ 1 โครงการ โดยจะได้รับทุน Erasmus เดือนละ 2500 ยูโร เป็นเวลา 10 เดือน ได้พบอาจารย์ที่เคยไปสอนที่เชียงใหม่ ชื่อ Professor Abdelaziz BOURAS ในวิชา KM in IT และเป็นหัวหน้าโครงการวิจัย Sustainable E-Tourism ที่เรามาในครั้งนี้ เลยขอถ่ายภาพคู่หน้าอาการ IUT Lumiere อาจารย์เป็นคนเก่งมาก (โดยเฉพาะการทำวิจัย) ทั้งๆที่อายุเพิ่งจะ 40 กว่าๆ แต่ได้ตำแหน่งศาสตราจารย์มหาวิทยาลัย (Professor Universite) ซึ่งได้ยากมาก มีโอกาสได้ MSN คุยกับวิเชพ ทำให้ได้รู้ความเปลี่ยนแปลงและความเป็นไปที่โยนกบ้าง เดี๋ยวจะตกข่าว ช่วงพักเที่ยงอาจารย์ ม.ช. ที่มาด้วยกัน (อ.ภราดร) และนักวิจัยในห้อง Lab ชวนกันมาทานอาหารกลางวันที่ Canteen ของมหาวิทยาลัย ซึ่งผู้ที่จะมาทานได้ต้องมีบัตรนักศึกษาหรือเป็นอาจารย์เท่านั้น เพราะเวลาจ่ายเงิน จะใช้บัตรนักศึกษาซึ่งเป็นเหมือนบัตรเดบิตบ้านเรา ไม่มีการใช้เงินสด อาหารตามภาพราคา 3 ยูโรกว่าๆ ซี่งถือว่าถูกมาก ถ้าเป็นร้านข้างนอกอย่างน้อยก็ 6-7 ยูโรแน่นอน วันนี้ได้ลิ้มรสสปาเก็ตตี้ปลา ก็งั้นๆ แหละ สู้ข้าวมันไก่พงษ์หลีหน้าแบ้งค์ชาติไม่ได้เลย เสร็จแล้วกลับมาที่ห้อง Lab ใช้คอมพิวเตอร์ต่อ สักพักมองไปที่หน้าต่างเห็นใบไม้ที่กำลังเปลี่ยนสี เลยชักภาพมาให้ดูกัน เป็นช่วงฤดูใบไม้ร่วง แต่อย่าให้จิตใจเราเป็นเหมือนใบไม้แล้วกัน ยังไงก็ต้องสู้ต่อไปนะ ถึงเวลา 5 โมงเย็น เข้าไปนั่งฟัง อ.ภราดรทดลอง Present วิทยานิพนธ์กับ Prof. Aziz และ Dr.Yazin ทำให้เห็นแก่นแท้ของชีวิตเลยว่า เรียนปริญญาเอกที่นี่เขาเข้มจริงๆ ลืมบอกไปว่า อ.ภราดร ที่มาด้วยกัน เรียนปริญญาเอกพร้อมกัน 2 ที่ ดังนั้น จะได้ปริญญาเอกพร้อมกัน 2 ใบ คือที่ ม.ช. และที่ Lyon2 ด้วย ผมเองขอที่ ม.ช. ใบเดียว ก็แทบกระอักเลือดแล้ว อย่างนี้ไม่รู้เรียกว่า แก่เกินเรียนไปแล้วหรือเปล่า ก่อนจากกันวันนี้ อยากเล่า 2 เรื่องที่ไม่ประทับใจที่นี่ คือ ผู้คนสูบบุหรี่กันเยอะมาก แม้แต่ผู้หญิงที่หน้าตายังดูเด็กอยู่เลยก็ไม่เว้น เราต้องคอยหลบควันบุหรี่อยู่บ่อยๆ อีกเรื่อง เวลาเดินไปไหนต้องคอยระวังกองอุจจาระสุนัข ที่นี่แปลกมากกฏหมายต่างๆ ดีหมด แต่ไม่มีบทลงโทษคนที่จูงหมาไปที่สาธารณะ แล้วเจ้าสุนัขเกิดขับถ่ายขึ้นมา ก็ปล่อยเรี่ยราดกลางถนน ซึ่งผิดกับอเมริกาในข้อนี้มาก อย่างว่านั่นแหละ ทุกอย่างในโลกนี้มักมี 2 ด้านเสมอ ขาวกับดำ ดีกับชั่ว สว่างกับมืด มนุษย์จึงต้องปรับตัวให้เข้ากับทุกสถานการณ์ให้ได้ ไม่เช่นนั้นแล้ว “คุณอยู่ เราไป” หรือ “คุณไปเราอยู่”

วันที่ 6 ที่ลียง

Wednesday, October 7th, 2009

PictDay5วันนี้มีพยากรณ์ว่าจะมีฝนเล็กน้อย ตื่นเช้ามา 06.30 น. ลมพัดค่อนข้างแรง เมฆดูเต็มท้องฟ้า สักพักละอองฝนโปรยปรายลงมาบ้าง หยุดบ้างสลับกันไป ช่วงเช้าเตรียมสไลด์ที่จะไปนำเสนอผลงานวิชาการที่โมร็อคโค ช่วงบ่ายไปแวะที่ร้าน McDonald ทานกลางวัน แต่มีเป้าหมาย คือไปใช้ internet ฟรี เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ลูกๆ On MSN เลยได้คุยกัน และใช้วิดีโอ MSN ทำให้เห็นลูกๆ ทั้งสองและเพื่อนคู่คิดที่เป็นแม่ของลูก ตอนนี้ลูกๆ ไปติวเข้มที่สยามสแควร์ 2 อาทิตย์ ไปเช่า Service Apartment อยู่ที่นั่น คนโตจะขึ้น ม.4 ส่วนคนเล็กจะขึ้น ม.1 ระหว่างคุยไปก็ต้องรีบตอบ Mail ที่คั่งค้างจำนวนมาก และเขียนบล็อคของวันที่ 3 และวันที่ 4 รวมทั้งเข้าไปพูดคุยใน Social Network ของคลัสเตอร์เซรามิค (www.ceramiccluster.com) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปริญญาเอก ใช้เวลาอยู่ที่ Mac กว่า 3 ชั่วโมง ระหว่างนั้น อ.นุช (ปวินท์รัตน์) ก็กำลังส่ง Mail อยู่หน้าจอคอมพ์ เจ้าอั๋นก็ On MSN ด้วย เรียกว่าใช้ internet ของ Mac คุ้มค่าอาหารกลางวันราว 6.5 ยูโร หรือราว 300 กว่าบาท (คูณด้วย 50 แต่พยายามอย่าคูณ เพราะคูณแล้วเดี๋ยวจะไม่ยอมทานอะไรเลย) ออกจากที่นั่นราว 5 โมงเย็น สรุปว่าวันนี้ได้เรื่องตอบ Mail และคุยกับลูกๆ ก่อนจากลาวันนี้ มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่อยากแบ่งปันพวกเรา เรื่องแรกเป็นเรื่องของอาคารที่ก่อสร้าง ส่วนใหญ่จะอนุรักษ์ทรงแบบเดิม (น่าจะสมัยโรมันด้วยซ้ำ) ดูที่พักของผมก็ได้ซึ่งเป็นอาคารใหม่เอี่ยม สไตล์โบราณชัดๆ และที่สำคัญจั่วบนอาคารจะเป็นรูปไม้กางเขนเด่นตระหง่าน เรื่องที่สองเหมือนที่เคยเกริ่นไปแล้ว คนที่นี่เป็นประเภทแขกขาวเยอะมาก แต่ที่อยากจะเน้น คือ ผู้หญิง ตาคม คิ้วเข้ม หน้าใสเนียน สวยมาก และหุ่นดีด้วย จึงไม่สงสัยเลยว่า ทำไม เวเนซูเอล่า และโคลัมเบีย มักได้ที่ 1 ของ Miss Universe เป็นประจำ เรื่องที่สองเวลาเราไปซื้อของในห้างเหมือน BigC บ้านเรา เวลาจ่ายเงิน มีช่องพิเศษสำหรับให้เราทำกระบวนการจ่ายเงินเองทั้งหมดเริ่มตั้งแต่นำของมาอ่าน Barcode จนครบ กดรวมเงิน และหยอดเงินในช่องรับให้ครบ ส่วนใหญ่ของมักจะไม่เยอะ เช่น 1-2 ชิ้น แต่ลักษณะนี้ ความไว้ใจคนมีสูง ซึ่งแน่นอนถ้าโกง บทลงโทษสูงเช่นกัน ตรงข้ามกับบ้านเรา ทำผิดให้เป็นถูกได้ ก่อนจากกันฉบับนี้ ขอให้ข้อคิดทิ้งท้ายไว้ว่า “ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องที่ควรอนุรักษ์ไว้ และประวัติศาสตร์เป็นเรื่องที่ต้องช่วยกันบ่มเพาะ พวกเราอยากได้ประวัติศาสตร์โยนกแบบไหน อย่าปล่อยให้คนๆ เดียว หรือบางกลุ่มเป็นผู้สร้าง ผมอยากเห็นโยนกอีก 100 ปี มีประวัติศาสตร์ที่น่าชื่นชม น่าติดตาม เหมือนที่ผมเห็นมากมายที่ฝรั่งเศส”

วันที่ 5 ที่ลียง

Tuesday, October 6th, 2009

Pict Roman Theatreวันที่ 5 ในลียง วันนี้อยากแบ่งปันประสบการณ์สัก 4 เรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากๆ ในเมืองลียงและประเทศฝรั่งเศส และคงรวมถึงในอีกหลายๆ ประเทศในทวีปยุโรป เรื่องแรกเป็นเรื่องของกฎหมาย พลเมืองที่นี่ปฏิบัติตามกฎหมายกันอย่างเคร่งครัด เช่น ข้ามถนนบนทางม้าลายโดยรอสัญญานไฟเขียว ไม่ขับรถผ่าไฟแดง ไม่ทิ้งขยะในที่สาธารณะ ไม่สูบบุหรี่ในอาคารและที่ห้าม เพราะการกระทำผิดจะถูกปรับหรือลงโทษแรงมาก เช่น ขับรถผ่าไฟแดง จะถูกปรับราว 300-500 ยูโร หรือเป็นหมื่นถึงสองหมื่นบาทเชียว มีรถคันหนึ่งขับผ่าไฟแดงต่อหน้าต่อตา กล้องบันทึกภาพโดยมีแฟลชขึ้นอัตโนมัติในทันที เรื่องที่สอง ที่นี่เราจะพบเห็นสวนสาธารณะเล็กๆ สนามเด็กเล่นย่อมๆ อยู่ในหลายพื้นที่ เพราะคนที่นี่เสียภาษีกันอย่างถูกต้อง ดังนั้นรัฐบาล หรือผู้บริหารเมืองต่างๆ ก็จะคืนภาษีกลับมาให้สังคมอย่างแท้จริงในรูปแบบของสิ่งอำนวยความสะดวก และบริการสาธารณะต่างๆ ซึ่งแตกต่างจากบ้านเราจริงๆ การบริหารจัดการระดับท้องถิ่น ซึ่งหลักการดีมาก แต่กลับไปเป็นช่องทางของผู้จะมาเอาผลประโยชน์ทั้งในรูปของตัวเงิน และอำนาจ เชื่อมโยงกันไปเป็นเครือข่ายอำนาจระดับประเทศอีกต่อหนึ่ง เรื่องที่สาม เป็นเรื่องของการให้ความสำคัญในตัวบุคคล โดยจะดูที่ทักษะ ความสามารถ และประสบการณ์จริงๆ หมายความว่า บุรุษไปรษณีย์เงินเดือนจะไม่แตกต่างจากนักบัญชี และ Professor ในมหาวิทยาลัย แถมยังเป็นอาชีพที่ผู้คนใฝ่ฝันอีกด้วย ข้างที่พักของผมมีพนักงานก่อสร้างอาคาร ขับรถคันงามมาจอดตอนเช้าทุกวันเลย ถ้าเป็นบ้านเราพวกนี้ถูกเรียกว่า กรรมกร ต้องนั่งท้ายกระบะขนไปเป็นหมู่ ดังนั้น ที่นี่จึงให้ความสำคัญมากในเรื่องสหกิจศึกษา ที่จะต้องฝึกปฏิบัตินักศึกษาให้ทำงานเป็น สำหรับบ้านเราเรื่องชนชั้น วรรณะ ดูเหมือนจะยังคงมีให้เห็นอยู่เสมอ เรื่องสุดท้าย คือเรื่องของโรงงานพลังงานนิวเคลียร์ ทราบมาว่าที่ฝรั่งเศสมีมากกว่า 10 โรง และมีโครงการตั้งโรงงานขึ้นเรื่อยๆ บ้านเราต่อต้านกันอย่างรุนแรง โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย ที่นี่ เทคโนโลยีมั่นใจเรื่องความปลอดภัยแน่ การบริหารจัดการตามกฎเกณฑ์ ข้อบังคับอย่างแท้จริง ผมว่าบ้านเราปัญหาใหญ่อยู่ที่ เพราะแม้แต่รัฐบาลยังไม่ค่อยจะเห็นโครงการไหนเลยที่ไม่มีปัญหา และถ้าเป็นเรื่องพลังงานนิวเคลียร์ ใครจะไปเชื่อใจได้ ที่นี่ให้ความสำคัญเรื่องพลังงานสะอาดและลดมลภาวะ รถราง รถไฟฟ้าใต้ดิน และรถเมล์ส่วนใหญ่ ใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งสิ้น อย่างว่านั่นแหละไฟฟ้า ก็ได้มาจากพลังงานนิวเคลียร์ บ้านเราจึงต้องใช้น้ำมันแพงๆ ไฟฟ้าแพงๆ ต่อไป

วันที่ 4 ที่ลียง

Tuesday, October 6th, 2009

PictDay4

วันจันทร์ที่ 5 ต.ค. ค่อนข้างยุ่งกับเรื่องที่พัก เพราะมาถึงวันศุกร์ตอนเย็นเลยได้แต่กุญแจห้อง วันนี้ก็เลยต้องไปทำสัญญาที่พัก เป็นค่าเช่าบ้าน 353.53 ยูโร ค่าประกันของเสียหาย 250 ยูโร ซึ่งจะได้คืนภายหลัง ค่าไฟฟ้า 40 ยูโร ค่าใช้บริการ internet (6 ยูโร) รวมแล้วจ่ายไป 659.53 ยูโร สำหรับค่าที่พัก 1 เดือน จากนั้นเดินทางไปรับเงินเบี้ยเลี้ยงอีกที่หนึ่ง เขาจ่ายเป็นเช็ค 3 ใบ รวมเป็นเงิน 1950 ยูโร สำหรับ  1 เดือน (วันละ 65 ยูโร) คิดเป็นเงินไทยคงตกประมาณ 100,000 บาท เห็นจะได้ มาคราวนี้รู้สึกเป็นใบ้จริงๆ ที่นี่ใช้กันแต่ภาษาฝรั่งเศส ดูเป็นคนโง่ยังไงไม่รู้ โชคยังดีที่มากับอาจารย์ที่ ม.ช. พูดฝรั่งเศสได้ดี (มาอยู่ 4 ปี แล้ว) เสร็จแล้วแวะไปส่ง net ที่ร้าน McDonald สั่งกาแฟมา 1 แก้ว ราคา 1.3 ยูโร (ไม่ให้น่าเกลียด) ปรากฎว่า สัญญานดีเยี่ยม แต่มีปัญหาของ ISP เล่น net ไม่ได้ชั่วคราว รอกว่าชั่วโมง สัญญานจึงใช้การได้ มาที่ร้าน Mac นี่ ได้ความรู้มา 1 อย่าง คือ จะมีรหัส 4 ตัว พิมพ์ลงบนใบเสร็จ สำหรับใช้คีย์ตอนเข้าห้องน้ำประตูจึงจะเปิด หมายความว่าใครจะเดินเข้ามาใช้ห้องน้ำโดยไม่ซื้อของกินในร้าน Mac ไม่ได้เด็ดขาด ยกเว้นแอบเดินไปขอรหัสที่โต๊ะคนอื่น ได้เวลา 6 โมงเย็น จึงเดินทางกลับ ลืมบอกไปว่า ช่วงนี้คนขับรถบัส รถราง รถไฟฟ้าใต้ดิน เขาประท้วงเรื่อง OT กัน ตารางเวลาเดินรถจึงไม่แน่นอน ต้องตรวจสอบทุกวัน แต่อย่างน้อยรีบกลับก่อน 19.00 น. ดูจะปลอดภัยไว้ก่อน วันนี้ตั้งใจจะเตรียมสไลด์ powerpoint สำหรับนำเสนอผลงานทางวิชาการที่โมรอคโคในระหว่างวันที่ 21-23 ต.ค. เพราะไม่ได้แตะวิชาการมาหลายวันแล้ว ขอเป็นคนดีสักวัน