
30 ก.ย.52 รับแจ้งจากอาจารย์อวุโสว่าพบปัญหาเข้าเว็บเพจที่ใช้ frame ในบางเว็บไซต์ไม่ได้ ทดลองติดตั้ง java runtime 6 ปัญหาก็ไม่หายไป เมื่อ view source แล้วพบ error message ว่า browser ไม่สนับสนุน ก็คิดว่า ต้องลง browser รุ่นใหม่ จึงจะใช้งานได้ ลองติดตั้ง ie8 ก็ยังเข้าไม่ได้ ..
อีกสักพัก ผมก็ไปทดสอบกับเครื่องในห้องปฏิบัติการ พบว่า เข้าเว็บไซต์ที่เป็นปัญหาได้ปกติด้วย account ของผมที่มีระดับเป็น admin จึงนึกขึ้นได้ว่า account ที่ใช้ทดสอบที่เครื่องอาจารย์อวุโสนั้น เป็น account ระดับ user เมื่อตรวจสอบลึกลงไปก็พบว่า สิ่งที่แตกต่างของเว็บไซต์ดังกล่าวกับเว็บไซต์ทั่วไปคือเปิด port 8080 ซึ่งเป็น default port ของ java server ทั่วไป เมื่อคุณอนุชิต ยอดใจยา เข้าไปยกเลิกการปิด port ดังกล่าวจาก dhcp server ก็มีผลให้ account ใดใดในระบบสามารถเข้าถึงเว็บไซต์ดังกล่าวได้
+ http://iutcerral.univ-lyon2.fr/conftool/
+ http://it.yonok.ac.th/anuchit/jre-6u14-windows-i586.zip
+ http://www.thaibg.com
+ http://ie6update.kapook.com/ie8_download.php
Archive for September, 2009
ปัญหาเข้าเว็บเพจแล้วว่างเปล่า
Tuesday, September 29th, 2009แก้เกมการเมือง
Tuesday, September 29th, 2009วันนี้ได้รับวารสาร Productivity corner ของสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ ปีที่ 10 ฉบับที่ 114 กันยายน 2552 มาหมาดๆ พอเปิดอ่านไปหัวข้อ Human Touch แล้ว มีเนื้อหาเรื่อง “แก้เกมการเมือง” อืมดูแล้วน่าสนใจดี พอลองอ่านดูแล้วยิ่งน่าสนใจไปใหญ่ เลยนำมาแบ่งปันให้กับประชาคม Blog Yonok ครับ ซึ่งเขียนโดยคุณรัชฎา อสิสนธิสกุล โดยมีเนื้อหาดังนี้ครับ
องค์กรใด ถ้าการเมือง “แรง” ไม่แพ้การเมืองระดับประเทศแล้ว ไม่นานย่อมเข้าสู่ความเสื่อมถอย คนดีและเก่งเริ่มตีตนออกห่างหรือไม่ก็วางเฉย ไม่รับรู้หรือช่วยกันแก้ไข อาการขนาดนี้นับว่าสาหัส ถ้าม่แก้ไขอาจมีสภาพไม่ต่างกับองค์กรยักษ์ใหญ่ในอดีตที่เหลือแต่เพียงตำนานความสำเร็จให้คนพูดถึงเท่านั้น
บรรยากาศการทำงานในองค์กรเช่นนี้ ยากต่อการจูงใจให้บุคลากรทุ่มเทกับการทำงาน หรือเหนี่ยวรั้งให้คนเก่งอยู่กับองค์กร สุดท้ายผลการดำเนินงานอาจบรรลุความสำเร็จได้ยาก ความจริงแล้ว การแก้ไขให้บรรยากาศของการทำงานลดปัญหาการเล่นเกมการเมือง อาจต้องทำหลายวิธีตามสภาพอาการ ว่าหนักเบาเพียงใด แต่ไม่ยากเกินกว่าผู้บริหารที่จะทำได้ วิธีที่แนะนำ ได้แก่
- กำหนดหน้าที่รับผิดชอบที่ชัดเจน วิธีนี้เป็นวิธีพื้นฐาน หรือวัยรุ่นเรียกว่า วิธีแบบบ้านๆ แค่เขียนใบพรรณนาลักษณะงาน (Job Description) ที่มีระบุว่าตำแหน่งใดต้องทำงานใดบ้าง อำนาจในการบริหารมีขอบเขตแค่ไหน เชื่อหรือไม่ว่า หลายองค์กรใบพรรณนาลักษณะงานหลักจากเขียนขึ้น (ด้วยความยากลำบาก) แล้วไม่เคยนำมาใช้หรือเก็บไว้ที่ใครคนใดคนหนึ่งในองค์กรจนทุกคนหลงลืม บางแห่งอยู่รวมกับคู่มือการบริหารคุณภาพขององค์กร (คู่มือระบบ ISO นั่นเอง) พนักงานหรือหัวหน้างานอาจไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิตการทำงานก็ได้ ดังนั้น การใช้ที่ถูกต้องนั้น จำเป็นต้องให้พนักงานได้รับทราบหน้าที่และขอบเขตอำนาจในการทำงานของตนเอง ถ้าการทำงานจริงไม่ตรงกับเอกสารต้องปรับให้ตรงกับความเป็นจริงอยู่เสมอ
- วางระบบการเลื่อนตำแหน่งตามความสามารถ การเมืองเกิดจากการที่บุคลากรเข้าใจว่า คนที่สามารถเลื่อนตำแหน่งได้นั้นอาจมีสาเหตุอื่นแอบแฝงนอกจากการพิจารณาความสามารถที่แท้จริง ถ้ามีตัวอย่างที่มีการเลื่อนตำแหน่งคนที่ใครๆ ต่างสังสัยว่ามีความสามารถไม่พอในตำแหน่งนั้นแล้ว จะทำให้เกิดความเข้าใจว่าผู้บริหารอาจตองการตบแทนเฉพาะบางคนด้วยเหตุผลพิเศษที่ไม่เปิดเผย การสร้างระบบการเลื่อนตำแหน่ง (หรือในการบริหารทรัพยากรบุคคลเรียกว่า Career path) โดยพิจารณาจากความสามารถ หรือ Competency ที่ระบุไว้ชัดเจว่า ต้องเป็นคนที่มีความสามารถและคุณสมบัติแบบใดแล้ว จึงจะได้รับการพิจารณาเลื่อนตำแหน่ง จะช่วยลดความเข้าใจผิดและองค์กรสามารถเลือกผู้ที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมโดยไม่ต้องอาศัยดุลยพินิจของผู้บริหารที่แต่ละคนอาจะแตกต่างกัน
- กำหนดนโยบายค่าตอบแทนและผลประโยชน์ที่สอดคล้องกับหน้าที่ความรับผิดชอบ องค์กรควรทบทวนและปรับปรุงนโยบายในเรื่องนี้ใหทันกับการเปลี่ยนแปลงอย่างเมาสมตามสถานะขององค์กร เช่น ไม่แตกต่างกันมากนักกบค่าตอบแทนของตำแน่งเดียวกันในองค์กรอื่นที่มีขนาดใกล้เคียงกัน คอยติดตามและให้สวัสดิการที่ตรงกับความต้องการของพนักงานบ้าง (ถ้ามากนักอาจเป็นภาระเรื่องค่าใช้จ่าย) ถ้าการเมืองมุ่งเรื่องผลประโยชน์มาก อาจต้องใช้กลยุทธ์ เช่น ค่าตอบแทนของแต่ละระดบตำแหน่งงานไม่ควรแตกต่างกันมากนัก หรือกำหนดให้ตำแหน่งที่มีค่าตอบแทนสูงต้องมีผลงานหรือเป้าหมายสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด
- ใส่ใจเรื่องการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจท่ถูกต้อง เมื่อกำหนดระบบหรือนโยบายการบริหารงานแล้ว สิ่งสำคัญต่อไป คือ การหมั่นสื่อสารสร้างความเข้าใจอยู่บ่อยๆ อย่าหวังว่าการอธิบายหรือส่งกระดาษให้หนึ่งแผ่นแล้ว ทุกคนจะเข้าใจเหมือนกัน โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในภาวะอืมครึม มีความเข้าใจผิพลาดคลาดเคลื่อนอยู่บ่อย หรือีข่าวลือข่าวปล่อยทั้งหลาย การสื่อสารที่สั้นกระชับ และรวดเร็ว จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อยุติการแพร่กระจายของข่าวลือทั้งหลายได้เป็นอย่างดี ถ้าปล่อยไว้นานคนที่ได้ฟังอาจคิดว่าเป็นเรื่องจริง เมื่อนั้นต่อให้ใช้วิธีการสื่อสารใดๆ อาจยากเกินเขียวยา
- ผู้นำเข็มแข็งเด็ดขาด ถ้าได้ทำดังที่บอกข้างต้นแล้ว แต่เมื่อจำเป็นต้องตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้นำจำเป็นต้องตัดสินใจอย่างเด็ดขาดที่จะเลือกใคร (ถ้าต้องเลือก) หรือดำเนินการทางวินัยตั้งแต่สถานเบา คือ การตัดเตือนด้วยวาจาสำหรับผู้ที่สร้างความเสียหาย หรือผู้ที่ประพฤติไม่หาะสม ไปจนถึงสถานหนัก เช่น งดให้เข้าร่วมกิจกรรมบางอย่าง (เหมาะสำหรับชกับผู้บริหารเพื่อแสดงการไมยอมรับ หรือไม่ให้ความสำคัญอีกต่อไปหรือสักระยะหนึ่ง เป็นต้น การตัดสินใจอย่างเด็ดขาดด้วยอำนาจที่มีอยู่จะเสริมสร้างภาวะผู้นำหรือในเมืองไทยเราเรียกว่า “บารมี” ผู้นำที่มีบารมีจะช่วยสยบการเล่นการเมืองได้ไม่น่อย
การเมืองในองค์กรแก้ไขได้ไมยาก แต่ที่ง่ายกว่า คือ การป้องกันด้วยการสร้างระบบการบริหารที่โปร่งใส เป็นธรรม มีการสื่อสารที่เปิดเผย สร้างค่านิยมของการทำงานดวยความสามารถ และสร้างภาวะผู้นำให้กับผู้บริหาร
เมื่อป้องกันไม่ให้มีการเล่นการเมืองแล้ว ย่อมไม่ถูกการเมือง “เล่นงาน” แน่นอน (more…)
มองเห็นกิเลส และอัตตาในตนเอง .. น่ารังเกียจยิ่ง
Monday, September 28th, 200928 ก.ย.52 น่าแปลกมาก ที่ใครต่อใคร เช่น เสื้อแดง เสื้อเหลือ นักการเมือง คนในหนังสือพิมพ์ ดาราเซ็กซี่ มักพูดถึง หรือถูกเล่าในเรื่องราวความผิดของคนอื่น นินทา ให้ร้ายด้วยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง ใช้ฐานคิดของตนเองเป็นหลัก เป็นเรื่องไม่น่ารื่นรมอย่างยิ่ง แต่จิตใต้สำนึกของผมกลับรู้สึกสนุกไปกับความวุ่นวายภายนอก เท่ากับขาดอุเบกขา ที่ไม่อาจวางเฉยหรือทำตัวเป็นกลาง ทุกครั้งที่อยู่คนเดียวและจิตว่าง ก็จะนึกทบทวนกิจกรรมของมนุษย์จนเผลอรู้สึกรังเกียจ และขยะแขยงความเป็นมนุษย์ของตนเองก็หลายครั้ง อาทิ 1)รู้ว่าตนเอง ยังมีความรัก โลภ โกรธ หลง เห็นพฤติกรรมของดาราสาวเป็นเรื่องไม่สมควร แต่แก้ไขอะไรไม่ได้ 2)แก้ไขสัจธรรมที่ว่าตนเองต้องตายไม่ได้ ยังทำใจไม่ได้ เกี่ยวกับชีวิตหลังความตาย 3)มองเห็นความไม่รู้จักสงบในผู้สูงอายุรอบตัว เช่นคนในครอบครัว เมื่อผมชวนเข้าวัด “ก็บอกว่า ไปทำไม ไปแล้วได้อะไร” 4)ส่วนตัวผมก็ยังลดการอุปโภคและบริโภคเป็น 0 ไม่ได้สักที แค่ลดลงคนรอบข้างก็มองผมเป็นสัตว์ประหลาดไปแล้ว .. รำพึงรำพัน
*ปราชญ์ชาวบ้านในชุมชนท่ากลาง-ท่าใต้ อ.แม่ทะ จ.ลำปาง
Saturday, September 26th, 2009โครงการค่ายเรียนรู้คุณธรรม นำชีวิตพอเพียง ปี 2552
ณ บ้านท่ากลาง-ท่าใต้ อ.แม่ทะ จ.ลำปาง……….
มหาวิทยาลัยโยนก ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ในการจัดทำโครงการค่ายเรียนรู้คุณธรรม นำชีวิตพอเพียง ปี 2552 ที่มีวัตถุประสงค์หลัก คือ (1) เพื่อให้นักศึกษาและอาจารย์ของมหาวิทยาลัยโยนกได้ศึกษาและวิเคราะห์วิถีชีวิต เศรษฐกิจ ศิลปะ วัฒนธรรม ความเชื่อ การเมือง การปกครองของประชาชนในชุมชน โดยการสัมผัสและปฏิบัติงานจริง (Activity Based Learning) รวมทั้งได้ร่วมกันศึกษาถึงแก่นแท้ของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การสร้างสังคมอยู่เย็นเป็นสุข และการนำไปประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม (2) เพื่อพัฒนาความเป็นผู้นำ (Leadership Development) ให้นักศึกษากล้าคิด กล้าทำ รวมทั้งฝึกหัดใช้กระบวนการวิเคราะห์และสังเคราะห์การเรียนรู้ของนักศึกษาบนพื้นฐานเศรษฐกิจพอเพียง และ (3) เพื่อรวบรวมองค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษาเรียนรู้จากชุมชนที่แสดงถึงความเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยโยนก ชุมชน ศาสนา และปรัชญา ชาวบ้านสำหรับเป็นแนวทางการสร้างสังคมอยู่เย็นเป็นสุข (Green and Happiness Society) เป็นต้น

ปราชญ์ชาวบ้านในชุมชน
กรอบการเรียนรู้ในโครงการค่ายเรียนรู้ คุณธรรม นำชีวิตพอเพียง ในหัวข้อการศึกษาปราชญ์ชาวบ้านในชุมชนในการศึกษาได้ยึดกรอบ ดังนี้
- แหล่งภูมิปัญญาในชุมชน (บ้าน วัด(มัสยิด) โรงเรียน)
- ขอบข่ายประเภท องค์ความรู้ในชุมชน
ความหมายของภูมิปัญญาท้องถิ่น
ภูมิปัญญาท้องถิ่น หมายถึง ความรู้ ความเชื่อ ความสามารถของมนุษย์ในการแก้ปัญหา ปรับตัวจัดความสัมพันธ์และการดำรงชีวิต ให้ผสมผสานและสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ สังคม วัฒนธรรม และวิถีชีวิตทางกลุ่มชน เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ของตนเอง และบรรพบุรุษที่ถ่ายทอดสืบต่อกันมา ซึ่งเป็นความรู้แบบองค์รวม (Holistic) ที่มีการเกี่ยวพันอย่างใกล้ชิดกับระบบสังคม วัฒนธรรม รวมทั้งความเชื่อทางศาสนาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ลักษณะของภูมิปัญญาท้องถิ่น
- เป็นเรื่องของการใช้ความรู้ ทักษะความเชื่อ พฤติกรรมของคนในชุมชน
- แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างคน ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมในชุมชน
- มีเอกลักษณ์ในตนเอง ซึ่งมีวัฒนธรรมเป็นพื้นฐาน
- คำนึงถึงวิกฤติการณ์ในชุมชน อันได้แก่ การดำรงชวิตของมนุษย์ และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
- มีลักษณะเป็นพลวัต คือ เปลี่ยนแปลงได้และมีพัฒนาการอยู่ตลอดเวลา
- ไม่มีการบันทึกเป็นระบบ
- ดูดซับการถ่ายทอดโดยผ่านวิถีชีวิต การปฏิบัติ และการบอกเล่าต่อ ๆ กันมา
จากการศึกษาในหัวข้อ “ปราชญ์ชาวบ้านในชุมชน” พบว่าในหมู่บ้านท่ากลางท่าใต้
มีบุคคลที่มีความรู้ในด้านของปราชญ์ชาวบ้านในชุมชนทั้งหมด 3 ด้าน ดังนี้
1. ด้านการแพทย์แผนโบราณ
-พ่อหนานต้น สายเครือคำ อายุ 77 ปี
-นายจันทร์ดี มูลหอม อายุ 82 ปี
-นายฤทธิ์ แก้วโห้ อายุ 67 ปี
-นายฤทธิ์ แก้วโห้ อายุ 67 ปี
-นายจู สิทธิหนิ้ว อายุ 73 ปี
2. ด้านเศรษฐกิจ คือนายเลื่อน มูลนันไชย อายุ 66 ปี
3. ด้านเกษตรกรรม คือนายเลื่อน มูลนันไชย อายุ 66 ปี
การวิเคราะห์สภาวะแวดล้อมในหัวข้อปราชญ์ชาวบ้านในชุมชน
จุดแข็ง
หมู่บ้านท่ากลาง – ท่าใต้มีปราชญ์
ที่เพียบพร้อมไปด้วยความรู้ ความสามารถและเชี่ยวชาญ
ทั้งในด้านการรักษาแพทย์แผนไทย ด้านเกษตรกรรม และด้านเศรษฐกิจ
จุดอ่อน
ยังไม่มีกระบวนการในการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่มีอยู่ใน
ตัวของปราชญ์ให้คงอยู่กับชุมชนได้อย่างยั่งยืน
โอกาส
หน่วยงานในท้องถิ่นสามารถนำองค์ความรู้จากปราชญ์ชาวบ้าน
ไปใช้ในการพัฒนาด้านต่าง ๆ ได้ อาทิ สถานศึกษา (พัฒนาหลักสูตร) องค์การบริหารส่วนตำบล (เศรษฐกิจชุมชน)
อุปสรรค
ยังไม่มีหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่ส่งเสริมสนับสนุน
และดำเนินการรวบรวมข้อมูลเรื่องปราชญ์ชาวบ้านอย่างจริงจัง
ข้อเสนอแนะ
หน่วยงานทั้งในภาครัฐและเอกชนควรเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อส่งเสริม และสนับสนุนในด้านปราชญ์ชาวบ้านในชุมชน ให้มีความยั่งยืน เช่น อาจประยุกต์เข้าในบทเรียนของเยาวชน เพื่อศึกษาภูมิปัญญาชาวบ้านในท้องถิ่น หรือ สนับสนุนในด้านของเศรษฐกิจ ในการช่วยส่งสินค้าออกจำหน่าย เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้ชาวบ้าน อีกทั้งเป็นการสืบทอดภูมิปัญญาดังกล่าวอีกด้วย
รายงานจากกลุ่มปราชญ์
อ.ปวินท์รัตน์ สุดประเสริฐ
3R ตัวชี้วัดความพึงพอใจลูกค้า
Friday, September 25th, 2009วันนี้มีโอกาสได้หยิบวารสาร Productivity corner ของสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ ปีที่ 9 ฉบับที่ 113 สิงหาคม 2552 ขึ้นมาอ่าน แล้วเปิดไปที่หัวข้อ Light Up หน้าที่ 5 ของวารสาร มีหัวข้อหนึ่งที่อ่านแล้วประทับใจเลยอยากจะมาแบ่งปันให้กับสมาชิกทุกท่านได้รับทราบ นั่นก็คือหัวข้อ 3R ตัวชี้วัดความพึงพอใจลูกค้า ซึ่งเขียนโดยคุณจำลักษณ์ ขุนพลแก้ว โดยเนื้อหาสาระมีดังนี้ครับ
ความพยายามของทุกองค์กรในการคิดค้นกลยุทธ์และวิธีการต่างๆ นานาเพื่อสร้างความพึงพอใจลูกค้านั้น จะสำเร็จเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการวัดผล และเครื่องมือที่บอกได้ดีมี 3 ตัวหลักๆ รวมเรียกว่า 3R ดังนี้
Retain ไม่ว่าลูกค้าใหม่ที่เราหามาได้ในแต่ละปีจะมีมากมายเพียงใด แต่ถ้าไม่สามารถรักษาไว้ได้ในอัตราที่สูง ก็ต้องเหนื่อยในการหาลูกค้าใหม่ในปีถัดไปไม่รู้จบ ดูได้จากตัวเลขอัตราการรักษาลูกค้าเดิม (Retention rate) ซึ่งจะแสดงค่าออกมาเป็นร้อยละ (%) โดยค่าสูงสุดคือ 100% นั่นคือลูกค้าเก่ายังคงอยู่ครบถ้วน ไม่หนีหายไปไหน ดังนั้นยิ่งอัตราส่วนนี้มีค่าสูงมากเท่าใด ย่อมเป็นผลดีต่อธุรกิจนั้นๆ ถือว่าเป็นฐานของรายรับที่สำคัญทีเดียว
Repeat ถึงแม้ว่าลูกค้าเดิมยังอยู่ แต่ไม่สามารถกระตุ้นกำลังซื้อ เพิ่มกำลังจ่ายให้เพิ่มขึ้นได้ ก็ถือว่าเสียโอกาสอย่างยิ่ง ดังนั้นการกระตุ้นยอดขายให้สูงขึ้น (Growth rate) ในแต่ละปีในกลุ่มลูกค้าเก่า จากการซื้อซ้ำให้บ่อยที่สุดทั้งกลุ่มสินค้าเดิม (Up sell) และในกลุ่มสินค้าใหม่ (Cross sell) โดยเชื่อว่า ลูกค้าที่มีความจงรักภักดีต่อตราสินค้าใดก็ตามแล้ว การตัดสินใจที่จะซื้อเกิดขึ้นได้ง่ายและรวดเร็วยิ่ง
Refer สำหรับลูกค้าเก่าที่มีความจงรักภักดีและชื่นชมในผลงานของเรา ย่อมเป็นนักประชาสัมพันธ์ที่ดีเสียยิ่งกว่าพนักงานขายของเราเสียอีก ดังนั้นความมั่นใจ พอใจ ภูมิใจในสินค้านั้นๆ จะเป็นแรงผลักดันที่ทำให้ลูกค้ากลุ่มนี้ทำหน้าที่เป็นพนักงานขายให้กับสินค้าของเราในที่สุด ไม่ว่าจะด้วยแรงโน้มน้าวเพื่อนสนิทมิตรสหาย ดูได้จากอัตราการบอกต่อ (Refer rate)
“ทั้ง 3 ตัวนี้ ถ้าทำดีทำถูก จะให้ผลลัพธ์ที่สูงอย่างต่อเนื่อง และทำให้อันดับการแข่งขันขององค์กรในตลาดเลื่อนลำดับจนอาจกลายเป็นเจ้าตลาดได้ในที่สุด”
————————————————————————————
จากเรื่องดังกล่าวข้างต้น เราลองมองดูตราสินค้าของพวกเรา คือ ตรา Yonok (โยนก) ที่ทุกคนรู้จัก ในและภาคการศึกษา แต่ละปีการศึกษาเราได้มีการ retain นักศึกษามากน้อยเพียงใด ซึ่งเราก็สามารถที่จะดูได้จากอัตราการ drop out ของนักศึกษา หากมีจำนวนที่น้อยเท่าไร นั่นก็แสดงถึงว่าเราสามารถที่จะ retain นักศึกษาให้อยู่กับเราได้มากเท่านั้น
เราสามารถที่จะสร้างความจงรักภักดีให้ต่อตราสินค้า (Brand Awareness) ให้กับนักศึกษาได้มากน้อยเพียงใด หากนักศึกษาจงรักภักดีต่อตราโยนกแล้ว หลังจากที่นักศึกษาเรียนจบปริญญาตรี หากจะศึกษาต่อปริญญาโท ก็จะเลือกมหาวิทยาลัยโยนกเป็นแห่งแรกในดวงใจ นี่คือการสร้างความจงรักภักดีต่อตราสินค้าโยนกนั่นเอง
หลังจากที่นักศึกษาได้มีความจงรักภักดีต่อตราโยนกแล้ว เชื่อมั่นได้ว่านักศึกษากลุ่มดังกล่าวก็สามารถที่จะ Refer ข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ไปให้กับผู้ที่มีแวดล้อมตัวเขาเอง แนะนำ โน้มน้าว ให้บุคคลที่เขารู้จักได้มาเป็นลูกค้าของสินค้าที่ชื่อว่า โยนก (Yonok University)
“ทุกท่านคงเห็นแล้วว่า 3R สามารถที่จะเป็นตัวชี้วัดความพึงพอใจลูกค้าได้เป็นอย่างดี แล้วตอนนี้ทุกท่านพร้อมหรือยังที่จะนำแนวทาง 3R มาใช้เป็นแนวทางในการวัดความพึงพอใจลูกค้าโยนกของเรา ???”
ม.โยนก..รับเกียรติบัตรจาก วช.“การนำเสนอผลงานวิจัยแห่งชาติ 2552”
Friday, September 25th, 2009มหาวิทยาลัยโยนก จัดการประชุมวิจัยประจำเดือนกันยายน 2552
ผศ.จินดา งามสุทธิ อธิการบดีมหาวิทยาลัยโยนก เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมวิจัยประจำเดือนกันยายน 2552 และบรรยายพิเศษ เรื่อง “ระบบและกลไกล ในการพัฒนามาตรฐานการวิจัย มหาวิทยาลัยโยนก” และมอบเกียรติบัตรแสดงความขอบคุณจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ที่ได้นำผลงานและกิจกรรมการวิจัยเข้าร่วมนำเสนอในงาน “การนำเสนอผลงานวิจัยแห่งชาติ 2552”
(Thailand Research Expo 2009) เมื่อวันที่ 26-30 สิงหาคม 2552
ณ ศูนย์ประชุมบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ ที่ผ่านมาได้แก่
1. ดร.ศรีศุกร์ นิลกรรณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพัฒนาและศิลปวัฒนธรรม
ผลงาน เรื่อง “สถานการณ์ผู้สูงอายุจังหวัดลำปาง”
2. ผศ.บุรินทร์ รุจจนพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ ผลงาน
เรื่อง “รูปแบบการจัดการงานศพโดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง กรณีศึกษา
ชุมชนตำบลไหล่หิน อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง”
3. อ.วันชาติ นภาศรี อาจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ผลงาน
เรื่อง “แนวทางการบริหารจัดการเครือข่ายลดมลภาวะทางอากาศ”
4. อ.คงศักดิ์ ตุ้ยสืบ อาจารย์ประจำคณะบริหารธุรกิจ ผลงาน
เรื่อง “การจัดการปัญหาการเผาป่าเพื่อหาของป่าในชุมชนบ้านทุ่งยาว
ตำบลทาสบเส้า อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน”
5. อ.กฤตภาส เสมอพิทักษ์ รองคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย ผลงาน
เรื่อง “การจัดการบริหารแบบมีส่วนร่วมของวิสาหกิจชุมชนน้ำดื่ม อสม.
ตำบลบ้านสา อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง”
6. อ.ศิรดา ชัยบุตร อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผลงาน
เรื่อง “กระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาฐานข้อมูล
ตำบลป่าสัก อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน”
7. อ.ปวินท์รัตน์ สุดประเสริฐ อาจารย์ประจำสาขาวิชาการออกแบบ คณะนิเทศศาสตร์
ผลงาน เรื่อง “การออกแบบถนนดวงรัตน์เพื่อการท่องเที่ยว”
คงได้เห็นผลงานวิจัยที่หลากหลายเข้มข้น…
แบบไร้ขีดจำกัดจากคณะต่างๆ…ของม.โยนกอีกมากมาย
สู้ๆๆๆนะค่ะทุกท่าน…
Think about Jitaree school
Friday, September 25th, 2009There was a final examination for Japanese Language at Jitaree school yesterday. I finished to teach there for this semester.
Regretably, the number of student who study Japanese decreased. But I’m not disappointed about it.
When I started to teach at Jitaree, I just wanted to promote our Japanese Language Program to this school.
But I have changed my mind.
In Thailand, the student who was born into a wealthy family is able to take high quality education. But it is difficult to take high quality education for the student who was born a poor family.
Jitaree is the school for poor students. Most of them give up their life easily and they choose easy way, monotonous life. Because they think there is no way to get out from poverty and there is no opportunity to think about their life seriously.
But some of them believe that there is a way to get out from poverty and want to get an opportunity to make their life better.
I think one of the most important way to get out from poverty is “education”.
So, I would like to give the students who really want to get a chance to make their life better or really want to study Japanese an opportunity to do it as possible as I can, even if the number of the sutdent a few.
This is the real reason that I’ m teaching at Jitaree school.
They gave me gifts.

This one is from the school.
a ri ga too go za i ma su !

This one is from students
to te mo ka wa i i de su ne.
เล่าเรื่อง CDMA ที่ฟังมาจากเวทีของ CAT
Thursday, September 24th, 2009
catcdma
24 ก.ย.52 ท่านอธิการมอบให้ผมไปร่วมประชุม CAT@North 2009 “IT CAT @ IT YOU” 09.00น. – 12.00น. ณ ห้องล้านนาบอลรูม โรงแรมแชงกรี-ลา เชียงใหม่ ซึ่งมีหัวข้อที่น่าสนใจเกี่ยวกับ security และบริการ ผมจึงเสนอให้ นายอนุชิต ยอดใจยา และนายธรณินทร์ สุรินทร์ปันยศ ร่วมเดินทางไปด้วย โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่ต้องขอเบิก เพราะผู้รับผิดชอบการเดินทาง และอาหารกลางวันคือ บมจ.กสท โทรคมนาคม เมื่อกลับมาผมได้ ค้นข้อมูลเพิ่มเติมจากอินเทอร์เน็ต และเขียนบทความ 1 เรื่อง เกี่ยวกับ CAT CDMA ลงนสพ.ฅนเมืองเหนือ ดังนี้
ซีดีเอ็มเอ (CDMA = Code Division Multiple Access) คือ รูปแบบของเทคโนโลยีการสื่อสารประเภทหนึ่งที่ใช้ได้ทั้งเสียงและข้อมูลดิจิทอล เป็นบริการมัลติมีเดียไร้สายความเร็วสูง ถูกคิดค้นและพัฒนาโดยบริษัท Qualcomm ระบบนี้จะแปลงคลื่นเสียงไปเป็นข้อมูลดิจิทอล และเข้ารหัสเฉพาะเพื่อใช้งานแต่ละครั้ง จากการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับบริการของ บมจ.กสท โทรคมนาคม ที่จังหวัดเชียงใหม่ประจำปี 2009 ซึ่งมหาวิทยาลัยโยนกได้รับเชิญไปร่วมงานในฐานะลูกค้า Leased Line ทำให้ทราบว่ามีบริการมากมายที่บริษัทพัฒนาขึ้นเพื่อสนับสนุนการทำงานของลูกค้าอย่างมีประสิทธิผล สำหรับบริการ CATCDMA นั้น เจ้าหน้าที่ได้แนะนำว่าถ้าต้องการใช้บริการควรสอบถามเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับพื้นที่ให้บริการ หรือเข้าไปตรวจสอบพื้นที่ตั้งเสาสัญญาณด้วยตัวเองที่ www.catcdma.com
ความแตกต่างของ CATCDMA กับบริการจากค่ายอื่น มี 3 เรื่องที่ชัดเจน คือ 1)ความเร็วสูงสุดถึง 3.1 Mbps ซึ่งสูงที่สุดในบริการลักษณะใกล้เคียงกัน และ 2)ค่าบริการที่ถูกมากสำหรับโปรโมชั่นแจ่มอินเตอร์ ถ้าโทรในเครือข่ายนาทีละ 10 สตางค์ นอกเครือข่ายนาทีละ 50 สตางค์ หรือโทรไปต่างประเทศนาทีละ 4 บาท และ 3)ไม่จำกัดเรื่องสถานที่ในการเชื่อมต่อเมื่อเชื่อมต่ออุปกรณ์ USB Modem หรือ AIR Card เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค หรือเน็ตบุ๊ค ผู้ใช้จะอยู่ที่บ้าน ร้านอาหาร ที่ทำงาน หรือระหว่างการเดินทางก็เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้โดยไม่ติดขัด เรียกว่าใช้ได้ทุกที่ทุกเวลาด้วยความเร็วสูงตลอดเวลาอย่างแท้จริง
ความแตกต่างของ Wi-Fi ที่มีในเครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค กับ CATCDMA คือ จุดกระจายสัญญาณของ Wi-Fi Access Point รุ่นมาตรฐานมีรัศมีประมาณ 100 เมตร และความเร็วประมาณ 54 Mbps ผู้ให้บริการ Wi-Fi อาจเป็นองค์กร สถาบันการศึกษา ร้านอาหาร หรือส่วนราชการ แต่ปัจจุบันมีผู้ให้บริการ CDMA ในประเทศไทย คือ บมจ.กสท โทรคมนาคม เพียงรายเดียว ซึ่งมีรัศมีกระจายสัญญาณของ Cell site CDMA อยู่ที่ประมาณ 10 กิโลเมตร ครั้งต่อไปถ้าท่านจะต้องซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่ น่าจะหันไปมองโทรศัพท์ CDMA ที่มีโปรโมชั่นให้เลือกหลากหลายตามการใช้งานที่เหมาะกับแต่ละบุคคล ถ้าโทรศัพท์ยังไม่ชำรุดก็ยังไม่ต้องรีบเปลี่ยน เพราะเชื่อได้ว่ารออีกสักระยะก็จะมีโปรโมชั่นที่ดีกว่ามาให้เลือก และราคาของ Air Card ก็น่าจะลดลงมาให้คนธรรมดาซื้อหามาใช้ได้
แก้ปัญหาส่งอีเมล hotmail.com ถึงมหาวิทยาลัย
Friday, September 18th, 200918 ก.ย.52 คุณเรณู อินทวงศ์ แจ้งว่าส่งต่อ (forward) แฟ้มแนบ 7 MB เข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ คุณอนุชิต ยอดใจยา ได้ทดสอบ พบว่า แฟ้มที่ขนาดไม่ถึง 5 MB ส่งได้ ถ้าสูงกว่า 5 MB จะส่งไม่เข้า และเด้งกลับไป hotmail.com ในเวลาอันสั้น จึงดำเนินการค้นหาข้อมูล และทดสอบในหลายกรณีดังนี้ 1)พบว่า Windows Live Hotmail ไม่ได้รองรับการแนบไฟล์บางประเภท ทำให้ผู้รับอีเมลจะไม่สามารถดาวน์โหลดหรือเปิดสิ่งที่แนบได้ แฟ้มที่อนุญาต เช่น .zip .rar .doc เป็นต้น ส่วนแฟ้มที่ไม่อนุญาต เช่น .asp .bas .bat .mdb .mde .tmp .url .vb .vbe .vbs .exe เป็นต้น ถ้าพยายามแนบแฟ้มจาก hotmail.com จะพบคำว่า “เพื่อรักษาความปลอดภัยของคุณและความปลอดภัยของบุคคลอื่น คุณไม่สามารถแนบไฟล์ที่มีนามสกุลนี้” 2)ขนาดแฟ้มแนบต่อครั้งมิใช่ต่อแฟ้ม มีขนาดสูงสุดไม่เกิน 10 MB 3)ทดสอบส่งอีเมลขนาด 7 MB จาก hotmail.com ของคุณเรณู ถึงมหาวิทยาลัย พบข้อความว่า “Delivery Status Notification (Failure)” ตอบมาจาก postmaster@mail.hotmail.com เมื่อค้นหาจาก google.com พบมากกว่า 1 ล้านเว็บเพจ เมื่ออ่านในแฟ้มที่แนบกลับมาคือแฟ้ม ATT00001 พบคำว่า “Size greater than allowed by Remote Host” จึงมั่นใจว่าปัญหาอยู่ที่ Remote Host หรือเครื่องของผมเอง 4)ผมเข้าไปตรวจสอบ postfix ด้วย postconf -n แสดงค่าที่ config และ postconf -d แสดงค่าปริยาย จึงได้ข้อสรุปจากการทดสอบว่า ต้องแก้แฟ้ม /etc/postfix/main.conf โดยเพิ่ม message_size_limit = 51000000 เพื่อขยายการรับต่อฉบับเป็น 50 MB แม้ค่าปริยายของ message_size_limit = 10240000 ก็ไม่มีผล จึงรับขนาด 7 MB ไม่ได้ในตอนแรก สรุปว่า Forward แฟ้ม 7 MB จาก hotmail.com เข้ามหาวิทยาลัยได้แล้วแต่ผลการทดสอบมี delay นิดหน่อย
+ http://www.thaiall.com/blog/burin/582/
ปรัชญาของ มด
Friday, September 18th, 2009ปรัชญามด
มดแดงทำรังอยู่กับต้นไม้ มันช่วยกันโน้มใบไม้ให้ลงมาติดกัน ที่ร่วมแรงกันทำรัง
ทำให้นึกถึงองค์กรต่างๆในบ้านเรา หากทุกองค์กรมีคนทำงานและช่วยกันทำงาน
องค์กรบ้านเราแต่ละองค์กรคงจะก้าวหน้า ความสามัคคีคือพลังที่จะสร้างความยิ่งใหญ่
ตามที่เราต้องการได้ และหากเราศึกษาชีวิตของมดเราจะได้อะไรดีๆอย่างไม่น่าเชื่อ
ปรัชญาที่ 1 มดไม่เคยละความพยายาม
หากมันมุ่งหน้าไปทางทิศใด แล้วเกิดอุปสรรค
= ถูกปิดกั้นหนทาง มันจะพยายามหาทางเดินทางอื่น
มันจะได้ขึ้นไต้ลงไต่ ไปรอบ ๆ มันจะมอบหาหนทางอื่นเสมอ
ข้อคิด
จงอย่าละความพยายามในการหาหนทางไปสู่สิ้งที่หมายมาด
ปรัชญาที่ 2 มดคิดถึงฤดูหนาวตลอดฤดูร้อน
มันไม่เคยรักสบายจนคิดเพียงว่าคิมหันต์ฤดูจะคงอยู่ตลอดเวลา
ดังนั้น มันจึงพยายามเก็บสะสมเสบียงไว้สำหรับเหมันต์ ตลอดฤดูคิมหันต์หรรษา
จงตระหนักถึงความเป็นจริง และเตรียมรับกับเหตุการณ์ในอนาคต
ปรัชญาที่ 3 มดคิดถึงฤดูร้อนตลอดฤดูหนาว
ท่ามกลางความหนาวเหน็บแห่งเหมันต์ มันจะเตือนตัวเองว่า
“ความลำบากจะอยู่เพียงไม่นาน แล้วเราก็จะพ้นจากสภาวะนี้”
เมื่อวันที่แสงแห่งความอบอ่นแรกสาดส่อง มันจะออกมาเริงร่า หากอากาศกลับกลายเป็นหนาวอีกครั้ง
มันจะเข้าไปในโพรงอีกครั้ง และออกมารับความอบอุ่นในวันอากาศดีโดยทันใด
ข้อคิด
จงมองทุกสิ่งในเชิงบวกตลอดเวลา
ปรัชญาที่ 4 ทุ่มเททุกสิ่งเท่าที่สามารถ
มดสามารถเก็บเกี่ยวเสบียงตลอดฤดูร้อนเพื่อเตรียมพร้อมฤดูหนาวให้มากเท่าที่มันจะทำได้
ข้อคิด
จงพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างเต็มกำลัง
สรุป
1) อย่ายอมแพ้
2) มองไปข้างหน้า
3) มองโลกในแง่ดี
4) ทำเต็มความสามารถ
มีแต่วันนี้ที่มีค่า ไม่มีวันหน้าวันหลัง เมื่อวานก็สายเกินแก้ พรุ่งนี้ก็สายเกินไป
http://gotoknow.org/blog/islandpk/163386
มด ที่เป็นที่มาของ “ปรัชญามด” ที่คนเกียจคร้านควรจะเรียนรู้จากมด
ซึ่งมดมีลักษณะพิเศษเฉพาะตัว 2 ประการ คือ……………………
ประการแรก มดจะไม่เคยยอมแพ้ ถ้ามันมุ่งหน้าจะเดินทางไปทางไหนแล้ว
มันก็จะมีความมุ่งมั่นมาก ดังนั้นแม้ว่ามันจะเผชิญกับสิ่งกีดขวางอย่างไร
มันก็จะพยายามปีนข้ามสิ่งกีดขวางนั้น หรือหากไม่ก็จะเดินอ้อมสิ่งกีดขวางนั้นไป
และหากไปเจอสิ่งกีดขวางอีกอันหนึ่งมันก็จะยังบากบั่นที่จะเดินหน้าต่อไป
มันจะพยายามติดต่อกันไปจนกระทั่งตัวมันตายไปนั่นเอง
คือคุณสมบัติของมดที่ไม่เคยยอมแพ้
ประการที่สอง มดจะเป็นสัตว์ที่มีการวางแผนของชีวิต
ทั้งนี้ เราจะเห็นมดรวมตัวกันตั้งแต่ในฤดูร้อนในการช่วยกันสะสมอาหารไว้กินในฤดูหนาว
เราจะเห็นมดจำนวนมากจะคาบอาหารและเดินเรียงกันเป็นทิวแถวในการเก็บกักตุน เสบียงเอาไว้สำหรับใช้
เมื่อเทียบกับสัตว์อีกประเภทคือ ตั๊กแตนที่เอาแต่ร้องรำทำเพลงหาความสนุกสนาน
และกระโดดโลดเต้นไปวัน ๆ โดยไม่สนใจกับอนาคต และเมื่อเห็นมดทำงานก็ยังหัวเราะ
เห็นเป็นเรื่องขบขัน และเมื่อฤดูหนาวอันโหดร้ายมาเยือน ตั๊กแตนก็อดอาหารตาย
ในขณะที่มดมีอาหารอันอุดมสมบูรณ์ สิ่งที่พูดถึงในวันนี้ คงจะเป็นข้อคิดสำหรับทุกคน
ให้รู้จักคิดวางแผนในชีวิต ที่ยอมทำงานหนักในวันนี้และสละการบริโภคบางส่วน
เพื่อชีวิตที่สุขสบายในอนาคต ก็เลือกเอาอยากจะมีชีวิตอย่าง มด หรือตั๊กแตน
หมวดหมู่: ข้อคิดชีวิต ปรัชญา ศาสนา
โดย อัยการชาวเกาะ รับราชการ สำนักงานอัยการสูงสุด
poomping-p@optrex.co.jp
http://www.vcharkarn.com/vblog/50408
http://gotoknow.org/blog/islandpk/163386
……………………………………………………………………………………………………………………………….






