Archive for November, 2009

Creative Economy ของรัฐบาลไทย กับ Creative Park University ของมหาวิทยาลัยโยนก

Monday, November 30th, 2009

Creative Economy  ของรัฐบาลไทย กับ Creative Park University   ของมหาวิทยาลัยโยนก

          นับว่าเป็นก้าวใหม่ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง    ที่มหาวิทยาลัยโยนกของเรากำลังกำหนดตำแหน่งครองตลาดของเราใหม่เป็น  Creative Park University  ผมจะขออนุญาตใช้ความรู้ภาษาอังกฤษแบบงู ๆ ปลา ๆ ที่สำเนียงเป็นไทยของผมแบบที่เขาเรียกกันว่า “ Tinglish” อย่างที่อาจารย์สอนภาษาอังกฤษตอนเด็กๆ  ของผมบอก โดยแปลเอาเองว่า  “อุทยานการศึกษาแห่งการสร้างสรรค์”  และจะเรียกอย่างนี้เรื่อยไปจนกว่าจะมีชื่อเป็นทางการออกมา   เราคงจะต้องคอยรอดูว่า  กลยุทธ์ และ แผนการปฏิบัติการที่จะเป็น Creative Park University  นั้นต้องทำอย่างไร ? และพวกเราทุกคนต้องช่วยกันคนละไม้ละมืออย่างสุดกำลังความสามารถอย่างไร ? แต่ในตอนนี้ผมคิดว่าหลาย ๆ ท่านที่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าทำไมผมเอาไปเกี่ยวพันกับนโยบาย Creative Economy  ของรัฐบาลได้อย่างไร   ก่อนอื่นก็อยากจะปูพื้นฐานก่อนว่าขณะนี้ในวงราชการ คำว่า  “Creative”  กำลังเป็นคำ  Top Hit  ในยุครัฐบาลของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพราะตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2552 เป็นต้นมารัฐบาลประกาศเป็นวัน Kick Off เริ่มเดินเครื่อง  ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy)   ของประเทศ  โดยรัฐบาลได้ประกาศพันธสัญญา (Commitment) 12 ข้อและกำหนด เป้าหมายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศโดยโมเดลใหม่คือระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์นี้ มี   2 เป้าหมาย   คือ จะสร้างให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง (Hub) ของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในภูมิภาคอาเชียน (Asean) และ จะเพิ่ม GDP ของประเทศเฉพาะในอุตสาหกรรมประเภทขายการสร้างสรรค์ที่ยังเติบโตอยู่ในขณะนี้จากระดับ 10 % ไปให้ถึง 20 %  ภายใน 3 ปีนับจากวันที่ประกาศพันธสัญญา  โดยตกลงจะทุ่มงบประมาณใส่เข้าไปถึง 20,000 ล้านบาท เริ่มจากปีงบประมาณ 2553    จะเป็นการสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ให้ประเทศไทยโดยให้  สำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติบรรจุนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์  เป็นแกนหลักของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11   และรัฐบาลชุดนี้จะเริ่มลงมือดำเนินการทันทีโดยให้กรมทรัพย์สินทางปัญญา และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการร่วมกันกำหนดให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและกระจัดกระจายอยู่ตามหน่วยงานต่าง ๆ  มาอยู่ในโครงสร้างเดียวกันจัดตั้งเป็นสำนักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์โดยการตราพระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง และปูทางให้เปลี่ยนเป็นองค์กรมหาชนในอีกสองปีข้างหน้าเพื่อสามารถทำงานต่อเนื่องตลอดไปไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนรัฐบาลหรือไม่   ภายใต้โครงสร้างเดียวกันการทำงานจะเป็นเอกภาพและสอดคล้องกันระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ จนบรรลุผลตามพันธสัญญา 12 ข้อของรัฐบาลที่ประกาศไว้   โดยกำหนดจะให้การรวมโครงสร้างหน่วยงานนี้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือนนับจากวันประกาศ   และจะร่วมมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติกับภาคีภาคเอกชน เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งชาติภายใต้หลักการของ  Public Private Partnership (PPP)   นายอลงกร  พลบุตร  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์  แกนหลักของนโยบายนี้ประกาศว่าจะพยายามเตรียมการทุกอย่างให้เสร็จก่อนภายในสิ้นปี 2552

          เกริ่นนำมาพอสมควรแล้ว   ผมจะขอผ่านรายละเอียดเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างอื่น ๆ ไปก่อน  เพราะมิเช่นนั้นจะเป็นเรื่องยาว ขอเก็บเอาส่วนของ 12  พันธสัญญาของรัฐบาล  ขอเอาส่วนของ 15 สาขาอุตสาหกรรมที่จัดเป็นอุตสาหกรรมสร้างสรรค์  รวมทั้งโครงสร้างการบริหารจัดการและกำหนดนโยบายเอาไว้ก่อน  ค่อยเล่าสู่กันฟังวันหลัง    วันนี้ขอเอาเฉพาะส่วนของโครงสร้างการปฏิบัติงานที่เกี่ยวกับการศึกษามาเล่าสู่กันฟังเพื่อที่จะได้เห็นภาพว่าเขาจะเกี่ยวกันกับเรา  หรือเราจะไปเกี่ยวกันกับเขาอย่างไรเสียก่อนโดยจะสรุปก่อนเข้าเรื่องถึงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ดังนี้

          Creative Economy  เป็น  economic model ใหม่ที่รัฐบาลมุ่งจะเปลี่ยนทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยในรูปแบบใหม่บนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโดยมุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าที่ผลิตในประเทศไทยด้วยความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย  หรือสร้างธุรกิจรูปแบบใหม่ที่เพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าที่มีอยู่เดิมในกลุ่มอุตสาหกรรม      หรือกลุ่มสินค้าที่ต้องแข่งขันด้วยการขายความคิดสร้างสรรค์  แล้วใส่  Branding  ตราสินค้าของไทยเราลงไป  เช่น ในอุตสาหกรรมการ   ขายไอเดีย ขายดีไซน์  ขายนวัตกรรม  หรืออุตสาหกรรมภาพยนตร์  หรือการผลิต Animation  เพราะรัฐบาลมองเห็นว่า เศรษฐกิจตามโครงสร้างและรูปแบบปัจจุบันนั้นทำให้ประเทศไทยแข่งขันกับใครไม่ได้  เพราะปัญหาการที่เราลงทุนในเรื่อง R&D ต่ำไม่สามารถที่จะต่อสู้ในเรื่องการพัฒนา Technology ต่าง ๆกับประเทศที่พัฒนาแล้วได้   ครั้นจะแข่งขันกับประเทศที่ด้อยพัฒนากว่าเราก็มีปัญหาในเรื่องแรงงานที่เขาถูกกว่าเรา และมิหนำซ้ำทรัพยากรบางอย่างก็มีต้นทุนการได้มาที่ต่ำกว่า ทางเลือกในอนาคตที่เหลืออยู่สำหรับการสร้างความเติบโตฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็วก็คือการเปลี่ยนแปลงไปสู่การมุ่ง เน้นพัฒนาสินค้าที่เพิ่มมูลค่าเพิ่ม ด้วย  Creative Economy  เพื่อสร้างตลาดใหม่ของเรา

          Creative  Economy  นั้นเป็นการปฏิรูปสังคม  ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปแนวคิดแห่งชาติเลยทีเดียว  ดังนั้นการที่จะให้พันธสัญญา 12 ข้อของรัฐบาลนั้นจะขับเคลื่อนได้ต้องมีโครงสร้างหลักๆ    สนับสนุนการดำเนินงานเพื่อผลักดันเศรษฐกิจ สร้างสรรค์  4 หลักเสียก่อน   แต่ผมก็จะยังไม่ลงลึกบอกรายละเอียดของทั้งสี่โครงสร้างเลยในขณะนี้ แต่จะบอกเพียงว่า   หนึ่งในสี่หลักที่เป็นเหตุให้  Creative Park University  ของโยนกเราเข้าไปเกี่ยวโยงด้วยก็คือโครงสร้างด้าน  Creative Education & Human Resource  ของปฏิบัติการ Creative Economyนั่นเอง 

          ในแผนงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของรัฐบาลกำหนดไว้ว่าในปีการศึกษา 2553  จะต้องมีการปรับเปลี่ยนทั้ง ตำรา  การเรียนการสอนในระบบการศึกษาทุกระดับทั้ง ประถม  มัธยม อาชีวะ และอุดมศึกษา   จะต้องเตรียมอบรมครู เพื่อเปลี่ยนการสอนในรูปแบบเดิมเป็นการสอนใน  Creative Class    ในระดับต้นประมาณการไว้ว่าจะต้องมีการ  Training  บรรดาครูทั่วประเทศทุกระดับ จำนวนประมาณ  500,000 คนก่อน  เพื่อจะให้สามารถสอนให้เด็กไทยให้หลุดออกจากกรอบเดิม  สามารถแสดงออกในเรื่องความคิดสร้างสรรค์  จินตนาการ และใช้ความสามารถของเขาเองได้อย่างเต็มที่  ไม่ใช่ในกรอบที่อาจารย์ผู้สอนกำหนดหรือต้องการให้เป็นในชั้นเรียนประเภท  Creative class  เพราะประเทศไทยต้องการสร้างสังคมใหม่ที่เป็น   Creative Society  ตำแหน่งครองตลาดของมหาวิทยาลัยโยนกก็จะเป็น   Creative Park University   “อุทยานการศึกษาแห่งการสร้างสรรค์”  ก็คงจะชัดเจนแก่ทุกท่านว่าเราจะเป็นมหาวิทยาลัยแรก ๆ ทีเดียวที่ประกาศตนว่าเราจะสอนแบบ Creative Class ของรัฐบาลที่ว่าไว้ข้างต้น   เราจะบ่มเพาะให้นักศึกษาของเรามีความคิดสร้างสรรค์  มีจินตนาการ  มีความสามารถอย่างเปี่ยมล้นที่จะคิด  หรือทำสิ่งแปลกใหม่ให้เกิดขึ้น  เพื่อให้สำเร็จการศึกษาออกไปสู่สังคม  Creative Society   ที่ต้องการกองกำลังทรัพยากรมนุษย์พันธ์ใหม่เข้าไปช่วยเพิ่มมูลค่าเข้าไปให้กับสินค้า หรือผลิตภัณฑ์

          จะทำภารกิจนี้ให้ลุล่วงและสำเร็จได้  มหาวิทยาลัยโยนกของเราคงต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ยิ่งกว่าการเปลี่ยนของ Business Process  Re-Engineering  อย่างที่ตำราการบริหารจัดการพูดถึง   การปรับเปลี่ยนกระบวนการทางการบริหารจัดการองค์กรในยุคที่ผ่านมา  เพราะการเปลี่ยนคราวนี้จะเป็นการเปลี่ยนทั้งหมดทั้งองค์กรอย่างพลิกฝ่ามือจากหน้ามือเป็นหลังมือในรูปแบบที่เรียกว่า  Business Process  Transformation  คือเปลี่ยนทั้งแนวคิด โครงสร้าง  วัฒนธรรมองค์กร คุณค่าหลัก  แนวทาง และกระบวนการบริหารจัดการใหม่โดยสิ้นเชิง      บุคลากรทุกคนทุกระดับต้องเตรียมตัว  ปรับตัวยิ่งกว่าคิดใหม่ ทำใหม่  ถ้าเปรียบเป็นน้ำที่อยู่ในแก้ว  บัดนี้รูปทรงของแก้วต้องเปลี่ยนไปแล้ว  รูปทรงของน้ำที่มองเห็นใหม่ก็จะต้องเปลี่ยนแปลงตามกันไปด้วย  โปรดเตรียมตัวให้พร้อม.  และมหาวิทยาลัยคงจะต้องใช้เทคนิค 3 E เพื่อการเปลี่ยนแปลงของ Prof. W Chan Kim   เจ้าของแนวคิดกลยุทธ์ท้องทะเลสีคราม ( Blue Ocean Strategy ) ที่ผมเคยเขียนไว้ครั้งหนึ่งแล้ว คือ  Engagement  ดึงพนักงานทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการเปลี่ยนแปลง  และ Explanation  คือให้คำอธิบายถึงวิธีการที่จะทำการเปลี่ยนแปลงจนเป็นที่เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง  และสุดท้าย Expectation  คือการบอกเป้าหมายสุดท้ายที่คาดหวังให้ชัดเจนเพื่อที่ทุกคนจะได้พยายามก้าวไปให้ถึงเป้าหมายที่คาดหวังไว้ให้ได้

นิยม  จันทกูล

คณะบริหารธุรกิจ

27/ 11 / 52

(ที่มาของข้อมูล : จากบทความเรื่อง “ระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สร้างอย่างไรจึงจะสร้างชาติ” ในวารสาร SMEs Today  ปีที่ 7  ฉบับที่ 84  ประจำเดือนตุลาคม 2552 ).

ประเมินประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และความพึงพอใจของ DB

Thursday, November 26th, 2009

26 พ.ย.52 วันนี้ไปประชุมคณะกรรมการพัฒนาระบบฐานข้อมูลรวม 15 คน ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมงครึ่ง โดยผมยกร่าง ตารางการเข้าประเมินระบบฐานข้อมูล และแบบประเมินทั้ง 3 ประเภทได้แก่ 1)แบบประเมินประสิทธิภาพ 2)แบบประเมินความปลอดภัย และ 3)แบบประเมินความพึงพอใจ ก็มีเรื่องให้ประหลาดใจว่า กรรมการไม่ติดใจเรื่องของแบบประเมินมากนัก เมื่ออธิบายในประเด็นที่มีข้อสงสัยก็เข้าใจกันทุกคน
     แต่มาติดใจตั้งแต่ 2 ระบบแรก ตามข้อมูลใน ตารางเข้าประเมินระบบฐานข้อมูล เรื่อง การประเมินที่ขึ้นกับชื่อระบบในประเด็นที่สัมพันธ์ กับ ความหมายของคำว่าระบบฐานข้อมูลออนไลน์ ซึ่งอธิบายให้ทุกคนได้คลายข้อสงสัยว่า ระบบฐานข้อมูลแบ่งเป็น 3 ส่วนได้แก่ 1)ผู้ส่งข้อมูลเข้า (Input) 2)การประมวลผลหรือกระบวนการทำงาน (Process) และ 3)ผู้รับข้อมูลไปใช้ประโยชน์ (Output) โดยการประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัยจะจัดทีมที่เข้าใจเข้าไปประเมินทีละระบบ ซึ่งประเมินในส่วนของ การประมวลผลหรือกระบวนการทำงาน (Process)
     แต่การประเมินความพึงพอใจ จะประเมิน Input กับ Output ซึ่งไม่จำเป็นที่ผู้ตอบแบบสอบถาม ต้องสัมผัสกับเครื่องบริการโดยตรง หรือไม่จำเป็นที่ระบบนั้นต้องเป็นออนไลน์ กว่าจะคลายข้อสงสัยได้ก็ใช้เวลามากกว่า 1 ชั่วโมง แต่ผมก็ว่าคุ้ม เพราะถ้าวันนี้ทุกคนเข้าใจ งานก็จะเดิน การประเมินตามแผนการประกันคุณภาพการศึกษา และการพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง ก็จะไม่สะดุด ถือว่าวันนี้คุ้มที่ได้เปิดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนบุคลากร

ประชุมเสร็จผมก็ทำหนังสือแจ้งกำหนดการ
๑. หน่วยงานที่ดูแลระบบฐานข้อมูลเตรียมความพร้อมรับการประเมิน
๓๐ พ.ย.–๔ ธ.ค.๕๒
๒. ทีมประเมินประสิทธิภาพ และความปลอดภัยเข้าประเมินฯ
๒ ธ.ค.–๑๑ ธ.ค.๕๒
๓. เจ้าหน้าที่ IT เก็บข้อมูลการประเมินความพึงพอใจฯ
๓๐ พ.ย.–๑๑ ธ.ค.๕๒
๔. เจ้าหน้าที่ IT สรุปผลและจัดทำรายงานการประเมินส่งให้หน่วยงาน
๓๐ ธ.ค.๕๒
๕. คณะกรรมการฯ ประชุมวิพากษ์ผลประเมินและแบบประเมิน
ก.พ.๕๓

     วันนี้ผมยกให้กับ อ.แดน เป็นพระเอกในเวที เพราะท่านช่วยให้ความกระจ่าง ช่วยให้เวทีผ่อนคลายอย่างได้ผล ช่วยให้การโต้เถียงที่รุนแรงลดลง เพราะในเวทีมีหลายท่านกล้าพูด กล้าคิดในมุมของตน กล้าออกนอกกรอบ ด้วยผมก็รู้ว่าทุกคนมีเจตนาดี และแล้วก็กลับเข้าที่เข้าทาง ยังมีอีกหลายท่านก็พยายามช่วยกันกำกับเวที ทั้ง อ.นุ้ย และน้องแบงค์ ก็ขอบคุณด้วยเช่นกันที่ทำให้การประเมินครั้งที่ไม่ล้มไปซะก่อน
http://www.thaiall.com/yonok/52_project_poll_database_v3.doc

“ผู้เรียนเป็นสำคัญ” ไม่ใช่เรื่องง่าย

Wednesday, November 25th, 2009

คำว่า “จัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ” ไม่ใช่คำใหม่ เราได้ยินกันมานานแล้ว และผมเชื่อว่าอาจารย์หลายท่านก็ได้ใช้หลักการดังกล่าวในการเรียนการสอนของรายวิชาต่างๆ กันอยู่แล้ว เพียงแต่ว่ายังไม่มีการจัดเก็บวิธีการสอนของอาจารย์แต่ละคนอย่างเป็นระบบ จึงไม่มีการแบ่งปันหรือแลกเปลี่ยนเพื่อการเรียนรู้และปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นในปีต่อๆ ไป อาจารย์ที่เพิ่งมาสอนใหม่ๆ จึงต้องใช้วิธีการสอนแบบ “มวยวัด” กว่าจะเข้าที่เข้าทางอาจเป็นปีหรือนานกว่านั้น ในเรื่องนี้ผมขอแบ่งปันประสบการณ์สัก ๑ เรื่อง ที่ได้พบจากการสอน BCOM 100 ให้กับ Freshmen BBA Students ในวันนี้ หัวข้อคือ การสร้างเว็บไซต์ส่วนตัวด้วย Google Sites ผมเริ่มต้นด้วยการอธิบายทีละขั้นตอนผ่านสไลด์ Powerpoint และสาธิตปฏิบัติจริงผ่าน Web Google จากนั้นให้นักศึกษาปฏิบัติเองในห้องเรียนด้วย Notebook ส่วนตัว ผ่านไป ๑/๒ ชั่วโมง ผลที่ได้คือ มีทั้งที่ทำเสร็จตามเป้าหมายของวันนี้ บางคนสำเร็จเพียงครึ่งเดียว บางคนยังอยู่ที่จุด Start ผมจึงอยากบอกเพียงว่า การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มีปัจจัยแวดล้อมหลายตัวที่เกี่ยวข้อง การใช้วิธีการหรือเครื่องมือตามที่ สกอ. ระบุมาให้ในคู่มือประกันคุณภาพ นอกจากต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมแล้ว ยังต้องปรับเปลี่ยนในรายละเอียดเมื่อนำไปปฏิบัติกับ Input ที่แตกต่างกัน และอาจารย์ผู้สอนเองก็ต้องเลือกใช้วิธีการที่ตนเองถนัดด้วย เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องง่าย “อย่าคิดคนเดียว ต้องระดมสมอง แลกเปลี่ยน รับฟัง และยอมรับในมติ”

ให้คำปรึกษาศิษย์ใต้บรรไดที่บ้าน

Wednesday, November 25th, 2009

ittiphon
25 พ.ย.52 ในคณะวิทย์ใครต่อใครต่างรู้จัก น้องอิทธิพล หรือที่ผมเรียกว่าลูกศิษย์ เพราะ ร.คณบดีก็พูดถึง อาจารย์ผู้สอบหัวข้อก็พูดถึง ส่วนผมรับช่วงเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาคนใหม่ ก็ต้องดูแลศิษย์คนนี้ให้เต็มที่หน่อย ก็ต้องบอกว่าตอนนี้ลงทะเบียนเรียนเรียบร้อยแล้ว จึงมีเวลาทำงานอีกหลายเดือน แต่เขาก็จะเร่งให้เสร็จในวันนี้วันพรุ่ง ผมก็เอาใจช่วย เพราะเขาว่างเฉพาะตอนเย็น 1)การเข้าพบที่จริงจังนับได้ว่าวันนี้วันพุธเป็นครั้งที่ 2 โดยดูเพียงเอกสารก็ถือว่าเอกสารผ่านไปแล้วกว่า 80% 2)โดยครั้งแรกวันจันทร์ดูทั้งโปรแกรมและเอกสาร ซึ่งถ้าประเมินความสมบูรณ์ให้ได้เพียง 70% เพื่อนที่มาด้วยก็ยังชมเลยว่า ถ้าเมื่อก่อนมาพบอาจารย์ใต้บรรไดบ้านอย่างนี้บ่อย ๆ ป่านนี้จบไปแล้ว ผมก็เชื่อว่าถ้ามีเพื่อนคุมอย่างนี้ น่าจะสำเร็จการศึกษาได้ในไม่ช้า เพราะเขามีศักยภาพเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว .. ดูจากภาพแล้วเขาก็ช่างพูดอยู่ไม่น้อยนะครับ

ผมเกือบล้มแผน KM ของอ.บุ๋ม แล้ว

Wednesday, November 25th, 2009

25 พ.ย.52 ในการประชุมวันนี้ อ.บุ๋มและผม ได้ร่วมกันยกร่างแผน KM ของคณะ มีการกำหนดเป้าหมาย และหน่วยที่วัดผลได้เป็นรูปธรรม ซึ่งใช้เป็นต้นแบบประกอบการประชุม ประกอบด้วย 1)แผนการจัดการความรู้ 2)แบบฟอร์มกรอกประเด็นความรู้ในหัวข้อต่าง ๆ สำหรับการบ่งชี้ความรู้ เช่น หลักธรรม วิธีการ เครื่องมือ และประสบการณ์ 3)ความหมายของการเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญในคู่มือประกันคุณภาพ 4)รายงานการประชุมที่มีการดำเนินการตามกิจกรรมที่ 1 มาแล้ว
     หลังจากเริ่มประชุมเพียง 5 นาทีแรก ผมก็เกือบล้มแผน KM ตามแนวทางในแผนซึ่ง ก.พ.ร. และสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ กำหนดแนวทางไว้ นี่นับเป็นอีกครั้งที่ผมเกือบจะยอมแพ้ต่อโชคชะตา ซึ่งมติที่ประชุมจะหันไปมุมการทำแผนแก้ปัญหา หรือแผนปรับการเรียนการสอน เฉพาะวิชาหนึ่งของคณะ ในเป้าหมายเรื่อง “การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ” ซึ่งไม่ใช่แผนการจัดการความรู้ในแบบที่มีการปฏิบัติกันทั่วไป แต่งานนี้ อ.บุ๋ม ท่านไม่ยอมให้แผนถูกล้มหรือผลิกเป็นแผนอะไรก็ไม่รู้ เพราะท่านเข้าใจอย่างถ่องแท้ และรู้ว่าถ้าพลิกแผนจะตอบคำถาม อย่างที่เคยถูก อ.ทัน เคยเคี่ยวในเวทีประเมินมาแล้วได้ลำบากขึ้น ท่านจึงเปิดเวทีแลกเปลี่ยนใช้เวลาทำความเข้าใจมากกว่าหนึ่งชั่วโมงให้ทุกคนได้เข้าใจ ว่าขั้นตอนเหล่านี้มีรายละเอียดอย่างไร จะพลิกแผนเป็นแผนอื่นก็จะผิดไปจากที่ควร .. สรุปว่าแผนครั้งนี้ไม่ถูกล้ม ยังคงเป็นแผนตามมาตรฐานการจัดการความรู้เช่นเดิม .. แต่ผมขู่ อ.บุ๋ม ไปว่า ถ้าครั้งต่อไปอาจารย์ไม่ร่วมประชุมล่ะก็มีหวังผมล้มแผน KM ในที่ประชุมเป็นแน่ .. ขอเอาใจช่วยให้แผน KM ยังคงเป็นแผน KM ไม่ถูกปรับแก้ไปตามความเข้าใจเดิมเดิม
     งานนี้สรุปได้อย่างหนึ่งว่า ถ้าแผน KM ไม่มีชื่อผมก็คงจะไม่มีการเสนอล้มแผน KM เป็นแผนอื่น  เพราะผมเป็นพวกเคยชินกับความล้มเหลว ใครกำหนดอะไรมาแปลกผมเป็นต้องร้องทักไปแต่ถ้าการทำตัวเป็นจิ้งจกร้องทักของผมทำแล้วไม่เกิดผล ผมก็จะทำใจยอมรับกับชะตานั้น คงเพราะผมเคยชินกับการเขียนโปรแกรมแล้ว compile ไม่ผ่านมามาก เคยชินกับการเขียนโปรแกรมแล้วไม่มีคนใช้ ก็เลยชินครับ .. สรุปว่าผมเขียนเล่าเรื่องวิบากกรรมที่ผมกับอ.บุ๋ม พบในวันนี้ ก็เท่านั้นเอง
+ http://www.thaiall.com/km/indexo.html
+ http://www.thaiall.com/km/handbook_2549.doc
+ http://blog.yonok.ac.th/burin/1140/

บริการวิชาการ 2 โครงการที่บ้านดง

Tuesday, November 24th, 2009
บริการวิชาการที่ อบต.บ้านดง บริการวิชาการที่ อบต.บ้านดง

18 พ.ย.52 อาจารย์ทนงศักดิ์ เมืองฝั้น หัวหน้าสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ และ อาจารย์เกศริน  อินเพลา หัวหน้าสาขาวิชาระบบสารสนเทศคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยโยนก เป็นวิทยากรให้บริการวิชาการใน โครงการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัย และ โครงการความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์  แก่บุคลากรอบต.บ้านดง อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ณ ที่ทำการอบต.บ้านดง เมื่อวันพุธที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ.2552 โดย นายศุกร์ ไทยธนสุกานต์ นายกอบต.บ้านดง และ นางสาวณภัทร หวันแก้ว ปลัดอบต.บ้านดง ให้การต้อนรับ มีบุคลากรร่วมรับการอบรมจำนวน 21 คน
+ http://www.bandongmaemoh.ob.tc/council.html
+ http://www.thaiall.com/yonok/52_service_bandong.zip

หนึ่ง notebook ส่งออก 2 จอผ่าน ppt

Monday, November 23rd, 2009
เลือกจอที่จะออก สำหรับ Powerpoint เลือกจอที่จะออก สำหรับ Powerpoint

17 พ.ย.52 ได้รับคำแนะนำจาก อ.วิเชพ ใจบุญ ว่าการใช้คอมพิวเตอร์เครื่องเดียว ส่งผลลัพธ์ออก 2 จอภาพ สามารถทำได้ และมีเทคนิคเสริมใน Powerpoint เพราะทดสอบกับ อ.อติชาต หาญชาญชัย และ อ.เกศริน อินเพลา แล้วพบว่าส่ง Powerpoint ออกได้เฉพาะจอภาพที่ 1 แต่โดยปกติเราจะส่งออกจอภาพที่ 2 และจอภาพที่ 1 จะใช้สำหรับค้นข้อมูล พิมพ์งาน หรือแก้ไขเอกสาร เป็นต้น
     วิธีส่งผลออกจอภาพที่ 2 คือ 1)เข้าเมนูบาร์ 2)เลือกการนำเสนอภาพนิ่ง 3)การตั้งค่าการนำเสนอ 4)แก้ไขตัวเลือกใน แสดงภาพนิ่งบน เท่านี้ก็เลือกได้แล้วว่าจะให้แสดงที่จอภาพที่ 1 หรือจอภาพที่ 2

บริการวิชาการ อบต.ทุ่งกว๋าว

Monday, November 23rd, 2009

thungkaow
17 พ.ย.52 อาจารย์เกศริน  อินเพลา หัวหน้าสาขาวิชาระบบสารสนเทศคอมพิวเตอร์ และอาจารย์ทนงศักดิ์ เมืองฝั้น หัวหน้าสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยโยนก ได้เป็นวิทยากรให้บริการวิชาการในโครงการความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และโครงการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัย แก่บุคลากรอบต.ทุ่งกว๋าว อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง ณ ที่ทำการอบต.ทุ่งกว๋าว ห่างจากเมืองลำปาง 32 กิโลเมตร เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2552 โดย นายทวีศักดิ์ นพคุณ ปลัดอบต. และ นายธีระ  สุดประเสริฐ ให้การต้อนรับ มีบุคลากรทุ่งกว๋าวเข้ารับการอบรมรวม 21 คน เป็นข่าวการแสดงบทบาทของนักวิชาการที่ออกไปรับใช้สังคม จึงส่งภาพข่าวไปยังหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในลำปาง
+ http://www.thungkaow.org (http://www.mkportal.it)
+ http://www.thaiall.com/yonok/52_service_thungkaow.zip (5MB)

เลื่อนตำแหน่งดูแล marketing, pr และ crm team

Saturday, November 21st, 2009

21 พ.ย.52 ช่วงนี้มีใครหลายคน แซวและชวนภรรยาของผมไปเลี้ยงฉลองตำแหน่งใหม่ หรืออาจได้รับตำแหน่งใหม่ในเร็ววันนี้ ผมได้แต่ดีใจด้วย ด้วยทัศนคติส่วนตัวคิดว่าเธอ เลื่อนตำแหน่งแบบวาร์ปไป (warp) มิใช่ก้าวกระโดด (jump) มีหลายประเด็นให้ได้พิจารณาคือ 1)ทำงานมา 10 กว่าปี เปลี่ยนหัวหน้ามา 11 คนในองค์กรเดียว  เปลี่ยนหน่วยงานมา 4 หน่วย มีประสบการณ์มากในการเป็นเลขาฯ 2)สำเร็จการศึกษา ป.ตรี ด้านการจัดการ จากราชภัฏ ทำงาน เป็น เจ้าหน้าที่ในสำนักรับนักศึกษา เลขานุการในฝ่ายวิชาการ เลขานุการในสถาบันวิจัย เจ้าหน้าที่รับโทรศัพท์และธุรการในสำนักประชาสัมพันธ์ เจ้าหน้าที่ในสำนักรับนักศึกษา แล้วกำลังจะวาร์ปไปเป็น หัวหน้างานประชาสัมพันธ์และรับนักศึกษา ซึ่งมีภาระรับผิดชอบงานที่ชี้ชะตาองค์กร ตามผลการวิเคราะห์ risk โดยกลุ่มผู้บริหาร แสดงว่าเธอเป็นตัวเลือกเดียวที่ดีที่สุดเป็นแน่ 3)หลายท่านให้กำลังใจว่าไม่ต้องเป็นกังวลเพราะเราทำงานในรูปคณะกรรมการ บูรณาการ ทุกคนช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ถ้อยทีถ้อยอาศัย มีผู้เชี่ยวชาญทั้ง ด้านการตลาด (marketing) ด้านประชาสัมพันธ์ (public relation) ด้านการออกแบบ (design) ที่พร้อมให้คำแนะนำอยู่ใกล้ชิด อย่างอบอุ่น 4)ใจของเธอในฐานะปุถุชนยังกังวลในการได้รับความไว้วางใจในครั้งนี้ ว่าจะภูมิใจภาระใหม่ที่ไหลมาตามกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลง หรือหนักใจที่ได้รับภาระในภาวะวิกฤต ซึ่งเคยปราบทุกเซียนมาแล้ว ก็ดูว่าเธอจะใช้อะไรมาต่อสู้กับสถานการณ์ที่เป็นอีกหนึ่งวิกฤตขององค์กร .. งานนี้มีแต่ต้องเอาใจช่วย เพราะเป็นงานใหม่ที่ท้าทายอีกงานหนึ่ง

มองก้าว การจัดการความรู้คณะบริหารธุรกิจ ม.โยนก

Saturday, November 21st, 2009

เมื่อวันศุกร์ที่ 13 พ.ย.52 คณะบริหารฯ ดำเนินการตามแผนการจัดการความรู้ เห็นในขั้นตอนที่ 1 “การบ่งชี้ความรู้” เป็นที่ประจักษ์ คือ การระบุประเด็นความรู้ รูปแบบ และผู้รู้ที่สอดรับกับนโยบาย ขอบเขตและเป้าหมายขององค์กร โดยกำหนดเรื่องของ KM ว่า “การบริหารจัดการยุคใหม่” ตามนโยบายของท่านอธิการที่จะมี KM คณะละเรื่อง ซึ่งคณะบริหาร มีองค์ความรู้ มีความเข้าใจ มีความชำนาญ และผู้ที่ชำนาญในเรื่องที่กำหนดขึ้นก็มีอยู่หลายท่าน ก็ต้องเอาใจช่วยใน 2 เรื่อง คือ 1)กำหนดเป้าหมายที่จะวัดให้ชัดเจน (Desired State) 2)หน่วยที่วัดผลได้เป็นรูปธรรม เพราะการวัดผลสมัยนี้เป็นไปในแนวนี้ทั้งสิ้น ก็เอาใจช่วยและหวังจะเห็นคณะบริหารฯ เป็น good practice ขององค์กร เนื่องจากเริ่มต้นอย่างมีกระบวนการและเรื่องที่ชัดเจน ผ่านบทบาทของ อาจารย์บอย และ อาจารย์นิยม ในระดับคณะเป็นคณะแรกของมหาวิทยาลัย
     จากการชวน อ.บอย แลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่อง แผนการจัดการความรู้ ซึ่งมี 7 ขั้นตอน ตามแนว กพร. และ สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ ที่ได้จัดทำคู่มืออบรมไว้โดยละเอียด พบว่า การดำเนินการตามแผนที่ได้รับการยอมรับในแวดวงประกันคุณภาพ น่าจะเป็นแนวทางที่น่าสนใจ ซึ่งผมมอบแผน KM ที่ อาจารย์อติชาต หาญชาญชัย ท่านเขียนใช้ในคณะวิทย์ฯ ให้แก่อาจารย์บอยได้ศึกษาประยุกต์ ซึ่งอาจเป็นแนวทางให้มหาวิทยาลัยใช้แนวนี้ก็ได้
+ http://www.thaiall.com/km/indexo.html
+ http://www.yonok.ac.th/business/showword.php
+ http://www.thaiall.com/km/handbook_2549.doc
+ http://www.thaiall.com/blog/burin/722/