1) อาจารย์อติชาต ให้รายละเอียดว่าวิชาโครงงานระบบสารสนเทศที่ตนเองมีหน้าที่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษานั้นมีกระบวนการคือ นักศึกษาได้เข้ามาขอคำปรึกษาโดยแต่ละคนมีกรณีศึกษางานในภาคธุรกิจเฉพาะบุคคลที่แตกต่างกันไป เป็นการเรียนที่อิงพัฒนาการของผู้เรียนอย่างชัดเจน นักศึกษาต้องนำเอกสารมาแสดงความก้าวหน้าในการค้นคว้า และนำเสนออย่างเข้าใจ หากมีความพร้อมก็จะขอรับการสอบหัวข้อจากคณะกรรมการ ถ้าหัวข้อผ่านแล้วก็จะพัฒนาโปรแกรม แล้วนำโปรแกรมมานำเสนอขอคำแนะนำจากอาจารย์ที่ปรึกษา เมื่องานสำเร็จตามนโยบายที่เคยกำหนดไว้และอาจารย์ที่ปรึกษาเห็นว่ามีความพร้อม นักศึกษาก็จะขอสอบกับคณะกรรมการสอบป้องกันเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งนักศึกษาได้ค้นคว้าในหัวข้อที่ตนเองสนใจ เมื่อสำเร็จการศึกษาก็จะสามารถไปสมัครงานและตอบคำถามผู้สัมภาษณ์ได้อย่างชัดเจน เพราะเคยลงมือปฏิบัติด้วยตนเองมาแล้ว
2) อาจารย์ศศิวิมล ให้ความคิดเห็นว่าปัจจุบันมหาวิทยาลัยสนับสนุนให้อาจารย์ได้ทำวิจัยในชั้นเรียน สนับสนุนให้ออกไปบริการวิชาการ และนำมาบูรณาการกับการเรียนการสอน แต่ยังมีอาจารย์ในมหาวิทยาลัยไม่มากนักขอรับการสนับสนุน ส่วนในคณะวิทย์ฯ ยังไม่มีอาจารย์ที่สนใจ หากเป็นไปได้ในภาคเรียนที่ 2 หรือปีการศึกษาต่อไปควรมีแผนให้อาจารย์ขอรับการสนับสนุน แล้วนำมาพัฒนาการเรียนการสอนในลำดับต่อไป ซึ่งเรื่องนี้มีผลต่อการประกันคุณภาพการศึกษา หากในคณะมีระบบและกลไกการสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมก็จะดียิ่ง เพราะจะสอดรับกับการประกันคุณภาพของคณะ และของมหาวิทยาลัยไปพร้อมกัน
3) อาจารย์วิเชพ เล่าว่าในฐานะที่ตนเองมีหน้าที่เป็นคณะกรรมการผู้สอบโครงงานนักศึกษาเห็นด้วยกับกระบวนการที่อาจารย์อติชาต หาญชาญชัยนำเสนอ แต่มีประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือนักศึกษายังขาดวินัยในการทำงาน มาพบอาจารย์ที่ปรึกษาน้อยไป หรือไม่เข้าไปพบหน่วยงานทางธุรกิจอย่างจริงจัง จึงเก็บรายละเอียดได้ไม่ครบ ทำให้ไม่เข้าใจระบบงานมากพอที่จะนำกลับมาเขียนข้อเสนอ เมื่อสอบหัวข้อก็ตอบข้อซักถามจากคณะกรรมการไม่ได้ เมื่อสอบถามจากนักศึกษาแล้วก็ได้ข้อมูลว่าอาจารย์ที่ปรึกษายังคุมวินัยของนักศึกษาไม่เข้มงวด บางคนบอกว่าอาจารย์ที่ปรึกษาไม่สนใจ ไม่มีเวลาให้ หรือให้มาสอบโดยไม่ให้คำปรึกษาอย่างจริงจัง เป็นปัญหาที่เกิดจากตัวบุคคล แต่การมีระบบสอบสองชั้นคือสอบหัวข้อ และสอบป้องกันก็ทำให้คัดกรองนักศึกษาที่มีคุณภาพได้ หากสอบไม่ผ่านก็ต้องให้นักศึกษากลับไปพบอาจารย์ที่ปรึกษาใหม่ ทำให้การทำโครงงานมีคุณภาพตามที่หลักสูตรกำหนดไว้ และเป็นเงื่อนไขของการสำเร็จการศึกษา
4) อาจารย์ทนงศักดิ์ เล่าว่าการสอนวิชาคอมพิวเตอร์สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ได้ใช้เทคนิค การอภิปรายกลุ่มย่อย (Small – Group Discussion) ซึ่งนักศึกษาที่ชื่อกร มาเล่าว่าตนเองเปลี่ยนไปจากการที่ไม่กล้าพูด ขี้อาย ไม่กล้าทักเพื่อน ก็ทำให้ตนมีเพื่อน กล้าเป็นผู้นำ เพราะกิจกรรมแบบนี้จัดขึ้นบ่อย ทำให้มีโอกาสเปลี่ยนกันเป็นหัวหน้ากลุ่มและออกมานำเสนอหน้าชั้น ส่วนนักศึกษาที่ชื่อปราง บอกว่าประทับใจในการเข้ากิจกรรมกลุ่ม เพราะได้เรียนรู้เรื่องใหม่ผ่านการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อน การเรียนตามตัวหนังสือเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่การเรียนรู้ที่จะอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข ถ้อยทีถ้อยอาศัยเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นกว่า
5) อาจารย์เกศริน เล่าว่านักศึกษาชอบการเรียนด้วย กรณีศึกษา (Case Studies) มีนักศึกษาชื่อดุล มาเล่าว่าชอบเรียนวิชาอีคอมเมอร์ซ เพราะลองนำความรู้จากในชั้นเรียนไปทำเว็บไซต์ขายกระเป๋าหนังทำมือเผยแพร่สินค้าทางอินเทอร์เน็ตแล้วมียอดสั่งซื้อจากอินเทอร์เน็ตเดือนละหลายหมื่นบาท ถ้าไม่ได้เห็นกรณีตัวอย่างการใช้เว็บไซต์ tarad.com ก็คงไม่ทำให้เขามั่นใจและเข้าใจมากพอที่จะทำเรื่องนี้ให้สำเร็จได้ นอกจากนี้ยังสังเกตว่าในระหว่างเรียนนายดุล ตั้งใจเรียนเพิ่มขึ้นจากช่วงแรกที่เรียนแนวคิดพื้นฐาน ก็มักจะนั่งหลับบ่อย แต่เมื่อได้เรียนกรณีศึกษาแล้ว นายดุลก็ไม่เคยนั่งหลับอีกเลย เพราะเห็นประโยชน์ที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิต ใช้ในธุรกิจครอบครัวของตนได้อย่างแท้จริง
ผลการสังเคราะห์ความรู้จากการจัดการความรู้
April 11th, 2010ออกแบบE-learning คืออะไร
March 20th, 2010E-learning สำหรับทุกท่าน
คลิก http://www.rmutphysics.com/CHARUD/oldnews/259/259.htm
E-learning

E-learning คืออะไร ข้อดี LMS คืออะไร ลักษณะสำคัญของ
E-learning คลิกค่ะ ![]()
ตัวอย่างที่นำมาให้ชม…คือ
Search engine
เครื่องมือที่ใช้ในการสืบค้นข้อมูล

Search Engine
เครื่องมือในการค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต
Search Engine คืออะไร
เราลองมานึกดูว่า เว็บไซต์ต่างๆ ทั่วโลกมีมากมายเพียงใด หนึ่งล้านเว็บ พันล้านเว็บ หรือล้านล้านเว็บ คงเป็นการยากที่จะทราบได้ว่ามีเว็บอะไรบ้าง จำนวนเท่าใด และยิ่งยากไปกว่านั้นคือจะค้นหาเว็บที่เราต้องการได้อย่างไร และนั่นคือที่มาของ Search Engine เครื่องมือดีๆ ที่ช่วยในการค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต
Search Engine เป็นเครื่องมือหรือโปรแกรมในการค้นหาเว็บต่างๆ โดยมีการเก็บ รายชื่อเว็บไซต์ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องต่างๆ ของเว็บไซต์และนำมาจัดเก็บไว้ใน server เพื่อให้สามารถค้นหาและแสดงผลได้สะดวก และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ บาง search engine อาจไม่ได้มีการเก็บข้อมูลใน server ของตัวเอง แต่อาจอาศัยข้อมูลจากเจ้าของ server นั้นๆ
ตัวอย่าง Search Engine ที่มีชื่อเสียงทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เช่น sanook.com, siamguru.com, google.com, yahoo.com, msn.com, altavista.com, search.com เป็นต้น

วิธีการค้นหา
เพียงพิมพ์คำที่เราต้องการค้นหา หรือที่เราเรียกว่า Key Word และกดปุ่ม Search
ประโยชน์ที่ได้รับจาก Search Engine
- ค้นหาเว็บที่ต้องการได้สะดวก รวดเร็ว
- สามารถค้นหาแบบเจาะลึกได้ ไม่ว่าจะเป็น รูปภาพ, ข่าว, MP3 และอื่นๆ อีกมากมาย
- สามารถค้นหาจากเว็บไซต์เฉพาะทาง ที่มีการจัดทำไว้ เช่น download.com เว็บไซต์เกี่ยวกับข้อมูลและซอร์ฟแวร์ เป็นต้น
- มีความหลากหลายในการค้นหาข้อมูล
- รองรับการค้นหา ภาษาไทย
นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาในรูปแบบของ Search Bar ที่ทำให้ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องเข้าผ่านเว็บไซต์ Search Engine เหล่านั้นโดยตรงแล้ว ตัวอย่าง Search Bar ที่ขอแนะนำ เช่น Google Search Bar, Yahoo Search Bar เป็นต้น สำหรับรายละเอียดให้คลิกเข้าไปอ่านและ download ได้ที่ Search Bar
Information system
ระบบสารสนเทศ

คือการใช้งานคอมพิวเตอร์ในการทำงานประจำ ตามขั้นตอน และวิธีการทำงานของหน่วยงาน หรือองค์กร
หน่วยประมวลผลกลาง
Microprocessor

ประกอบด้วย หน่วยคำนวณ หรือตรรกกะ ฯลฯ
เรื่อง เครื่องคอมพิวเตอร์

เรียนคอมพิวเตอร์ยากไหม ? ขั้นเทพคืออะไร ?
March 18th, 2010ก่อนอื่นขอมองในความรู้สึกเล็ก ๆ ของคน IT เราชาว IT มักมองอะไรที่เกิดจากคอมพิวเตอร์เป็นเรื่องง่าย ๆ ชิว ๆ ไปแล้วในชีวิตประจำวัน เพราะตื่นนอน ก่อนหลับ มักจะมีเรื่องของ IT นั้นเกิดขึ้นกับเราเสมอมา หรือแม้แต่การทำงานโดยการใช้คอมพิวเตอร์ ก็เป็นเรื่องกล้วย ๆ ถ้ายากนักก็หาจากโลกของอินเทอร์เน็ต รับรองคุณต้องเจอแน่ และเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว

มีคนถามผมว่า “ เรียนคอมพิวเตอร์ยากไหม ? ผม เห็นใครต่อใคร ก็ย้ายคณะหนีไปหมดเลยครับ “ ผมเป็นคนหนึ่งที่จบมาเกรดไม่สวยเลย 2 กว่าเท่านั้น แต่ผมก็ตอบไปว่า ทุกวันนี้การทำงานของคุณต้องเพิ่งพา IT มาใช้ในการทำงานแทบทุกอย่าง แล้วการที่คุณรู้เรื่องของ IT นั้นมากกว่าคนอื่นนั้นทำให้คุณได้เปรียบกว่าคนอื่นมากแล้ว ตอนที่ผมไปสมัครงาน มีคนถามผมว่า “ คุณสามารถทำงานนี้ได้เหรอ “ ผมตอบอย่างไม่ลังเล “ ได้ครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องง่าย ๆ สำหรับผม ถ้าไม่ได้ ผมจะทำจนได้ “ นั้นคือสิ่งที่เค้าได้รับจากผม จากนั้นเค้าก็บอกผมว่า “เริ่มงานวันพรุ้งนี้เลยนะ” นั้นคืองานที่ผมไม่มีความรู้ความสามารถ แต่เราก็จบมาสาย IT แล้วนี่ ผมใช้เวลาในการพัฒนาตนเอง 1 เดือนเต็ม จากไม่รู้จนถึงขั้นรู้แจ้ง แล้วผมก็ทำสำเร็จและได้รับการยอมรับในวงกว้าง

ทำไมเหรอมันเกิดอะไร ผมหาคำตอบอยู่นานก็พบ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือทักษะและการทุ่มเทนั้นเอง ผมพยายามและเอาใจใส่ ตั้งใจ จากที่มีคนเคยเรียนจบต้องใช้เวลาทั้งเทอม แต่ผมใช้เวลา 1 เดือน และศึกษาด้วยตนเอง ผมเข้าใจเมื่อมีอาจารย์ท่านหนึ่งบอกผม (God father) เราเรียกแก่ว่างั้น เพราะเป็นคนที่รู้เรื่องคอมพิวเตอร์ทุกอย่าง เหมือนแก่รับข้อมูลเป็น 0 กับ 1 “เราไม่มีทางที่จะรู้ ถ้าเราไม่หามัน ความรู้ไม่ได้ลอยเข้ามาหาเรา อยู่ที่เราจะหามัน” ผมเข้าใจอย่างแน่แล้วอยากได้อะไรต้องหา เมื่อก่อนผมมั่วแต่รออาจารย์เอามาป้อน แล้วก็ไม่ได้เรื่อง ทุกวันนี้คุณคิดว่าเรื่องคอมพิวเตอร์มันยากตรงไหน เขียนโปรแกรมยาก เขียนเว็บไซต์ยาก ซ้อมคอมพิวเตอร์ยากมาก ทำภาพ Animation ยากยิ่งกว่า นั้นคือสิ่งที่หลานผม ซึ่งอยู่ชั้น ปวช. 1 ทำได้ทุกอย่างเลย และหลานผมยังคงรับงานเขียนเว็บไซต์จากผม ผมก็ให้ 5 พัน ถึง 6 พัน เพื่อเป็นค่าเหนื่อย แล้วคุณอ้ายหลานผมไหม ที่คุณบอกว่ามันยาก อะไรที่มันยาก หรือสิ่งที่มันยากคือคุณไม่คิดจะทำมัน หรือคิดว่ามันยากเลยไม่อยากทำ
ผมอยากให้คุณเอาตัวอย่างหลานผมจังเลยครับ ผมไม่มีทางโน้มน้าวให้ใครเปลี่ยนทัศนะคติเรื่องคอมพิวเตอร์ ว่ามันยากได้หรอกครับ เพราะคุณไม่สนใจกันเอง กลุ่มนักศึกษาบางคน ผมขยั้นขย่อให้ตั้งกลุ่ม ผมจะสอนคอมพิวเตอร์ให้ ไม่สนใจไม่เห็นความสำคัญ ทั้ง ๆ ที่ผมสอนแบบฟรี ๆ แต่ หลานผมกับมาหาผมทุก ๆ เย็น เรียนรู้ ตามองแต่ผมแล้วก็ถามผมว่าทำยังไง ต้องใช้อะไรบ้าง ถ้าผมทำได้ให้อะไร นั้นไงผมเสียท่าทุกครั้งไป

คุณเชื่อไหมว่าทุกวันนี้ไม่รู้ทำไม งานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ทวีมากขึ้นไป แต่คนกับลดลงไปเรื่อย ๆ เมื่อก่อนที่ผมเรียนเป็นเรื่องของ แฟชั่น ใครไม่เรียนคอมพิวเตอร์ถือว่า เฉย แต่ทุกวันนี้ผมเชื่อมั่นอย่างแรงครับ ว่าเราเรียนคอมพิวเตอร์เพื่อเป็นต่อทางการทำงาน และงานดี ๆ เงินดี ๆ สิ่งดี ๆ แต่คนกับด่อยลงทุกวันเพราะ ??? ผมให้คุณไปหาสาเหตุเองแล้วกันว่าเพราะอะไร มีคนถามพวก IT ว่าเลือกงานไหม ผมตอบเลยว่า เลือกครับ และจะเอางานที่ดี ๆ เท่านั้น งานที่ไม่ค่อยดี อย่ามาจ้างคน IT เลยครับ เสียเวลา ถ้าคุณอยากได้คน จงลงทุนกับเหล่านักรบ IT ครับ แล้วคุณจะมีคนที่ดีเข้าไปอยู่ในองค์กรของคุณเองครับ
สุดท้ายนี้ผมมีเรื่องของระดับ ที่เค้าวัด Level เหมือนเกมส์ไหมครับ ของบรรดานักรบ IT มาฝากครับ เอาไว้สนุก ๆ และก็หาตัวเองว่าอยู่ระดับไหน
- ระดับทั่วไปมีอยู่ทุกที่ ที่เล่นคอมพิวเตอร์เป็นทำงานได้
- ระดับคนอยากเป็นเทพครับ
- ระดับเทพ (คนที่ทำงานด้าน IT)
- ระดับมหาเทพ (ถามอะไรรู้แต่ไม่ทุกเรื่อง)
- ระดับมหาเทพสูงสุด (ถามอะไรก็รู้)
- ระดับ God อันเนี่ยเป็นยากครับ (พวกชอบทำอะไรไม่เชื่อใคร เขียนเอง ไม่ใช้ของใคร)
- ระดับสุดท้าย god father (พวกนี้อันตรายครับ เขียนอะไรที่เป็นอนาคตอีก 10 ปีข้างหน้า) ไม่มีใครเข้าใจ และไม่เข้าใจคนอื่น คิดว่าคนอื่นทำได้ ทั้ง ๆ ที่เราทำไม่ได้ ฝากไปถึง อาจารย์ผมด้วย อิอิ
อยากค้นหาบันไดเทพ หรืออยากเจอว่า God father เป็นอย่างไร หาได้ที่นี่ครับ
http://www.yonok.ac.th
การถ่ายภาพบุคคล
March 17th, 2010คำตอบของคำถาม กฎหมายยากไหม
March 10th, 2010กฎหมายเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับเรา กับสังคม กับการเมือง กับเศรษฐกิจ กับประวัติศาสตร์ มายาวนานมากๆแล้ว
ที่สำคัญสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว เราจึงมักจะทำความเข้าใจและจดจำได้ง่ายจริงมั๊ยคะ
ลองย้อนคิดดูนะคะว่า กฎหมายใกล้ชิดและเกี่ยวข้องกับเราขนาดไหนกัน
เกิดมากฎหมายครอบครัว ก็บอกเราว่า เราเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของแม่ผู้ให้กำเนิด พออายุ ๑๕ กฎหมายก็ให้เราไปทำบัตรประชาชน พออายุ ๑๗ อยากหมั้น อยากแต่งงาน ก็ไปขอความยินยอมจาก คุณพ่อ คุณแม่ หรือ ผู้ปกครอง ก็แต่งงานกันได้ พอแต่งงานไปแล้ว กฎหมายก็บอกว่า สามีภริยาต้องดูแลกันฉันสามีภริยา ต้องอุปการะเลี้ยงดูกัน แม้วาระสุดท้ายของชีวิต เราก็มีกฎหมายมรดกมาช่วยดูแล
ระหว่างเรียนเราก็เคยทำสัญญากู้ยิมเงินเพื่อการศึกษา เราก็เคยไปตกลงซื้ออุปกรณ์การศึกษาหลายอย่างตามกฎหมายเรื่องการซื้อขาย เราให้คำมั่นกับพ่อแม่หลายเรื่อง ก็กฎหมายนิติกรรมสัญญา
เราเผลอไปขับรถชนใคร หรือใครมาขับรถชนเรา ก็กฎหมายละเมิด ใครมาขโมยของเรา ก็กฎหมายอาญา
ดังนั้น ใครที่สนใจสังคม สิ่งแวดล้อม รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ ประวัติศาสตร์ หรือ เอาง่ายๆเห็นคนทะเลาะกันแล้วทนเฉยไม่ได้ อ่านหนังสือพิมพ์ ดูหนัง ละครน้ำดี น้ำเน่า เกาหลี จีน ญี่ป่น แล้วคิดตามว่า ทำไมหนอ ถึงเป็นเช่นนี้ ลองค้นหาตัวเองดูนะคะว่า เราชอบแบบไหน ชอบคิด วิเคราะห์ ชอบพูดชอบจา ชอบช่วยเหลือคน อยู่นิ่งไม่เป็น ลับสมองประลองปัญญาตลอด สนใจสิ่งรอบข้างหรือไม่…..นี่คือบางส่วนของคนเรียนกฎหมายนะคะ ….. นั่นก็เพราะข้อมูลที่ได้จากสิ่งที่เราชอบเหล่านี้ จะกลายเป็นข้อมูลที่สำคัญในการทำความเข้าใจกฎหมาย และเป็นบทเรียนอย่างหนึ่ง หรือ กรณีศึกษาอย่างหนึ่ง ที่ทำให้เราเรียนกฎหมายได้สนุกมากยิ่งขึ้น แน่นอนคะ
เพราะเราคิดว่า “การเรียนกฎหมายไม่ใช่อ่านและทำความเข้าใจตัวบทที่เป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น”
การเรียนกฎหมายไม่ได้ยากเกินกว่าความสามารถของคนที่อยากเรียนนะ จะบอกให้ เพราะการเรียนกฎหมายแบบสร้างสรรค์ จะทำให้เราสนุกกับการเรียนมากยิ่งขึ้น มาร่วมสรรค์สร้างความยุติธรรมให้สังคมนี้ด้วยกันนะคะ
บทความโดย อ.คนึงสุข นันทชมภู
http://blog.eduzones.com/yonokcreativelaw/43915
ความหมายของความยุติธรรม
March 10th, 2010วันนี้ขอเสนอคำว่า “ความยุติธรรม” (มีใครเกิดทันรายการภาษาไทยวันละคำบ้างหนอ….บ่งบอกอายุเล็กน้อยนะคะ) ……………………………. “ ความยุติธรรม ” เป็นคำที่ให้คำนิยามได้ยากที่สุดคำหนึ่งในทุก ๆ ภาษา เชื่อได้ว่าความยุติธรรมของแต่ละบุคคลคงแตกต่างกันไป เช่น เจ้าหนี้ มองความความยุติธรรม คือ การที่ลูกหนี้ชำระหนี้ให้ครบถ้วน ลูกหนี้ มองความยุติธรรม คือ เจ้าหนี้ควรคิดดอกเบี้ยให้น้อยลง หรือผ่อนชำระหนี้ให้บ้าง โจทก์ มองว่าความยุติธรรม คือ ศาลพิพากษาให้ชนะคดี จำเลยมองว่า ความยุติธรรมคือ ศาลยกฟ้องตนเอง ………………………. แล้วความจริง ” ความยุติธรรม” คืออะไร ตามพจนานุกรมฉบับบัณฑิตยสถานให้คำนิยามคำว่า “ ยุติธรรม ” ว่าคือ ความเที่ยงธรรม ความชอบธรรม ความชอบด้วยเหตุผล ซึ่งความยุติธรรม เป็นสิ่งหนึ่งที่นักกฎหมายทุกคนต้องคำนึงถึง เพราะเป็นหน้าหนึ่งของนักกฎหมายที่ต้องผดุงความยุติธรรรม(ดูเป็นหนังจีนมากมาย) ยังไม่พอต้องมีความ “เที่ยงธรรม” ด้วย เอาแล้วคะ…. แล้วความเที่ยงธรรมหล่ะ คืออะไร คำว่า “ เที่ยงธรรม ” มีความหมายว่า “ ตั้งตรงด้วยความเป็นธรรม ” แล้วมันหมายความว่าอะไร …………………………….. เอาเป็นว่า อ.กิ๊ก ค้นหาจาก พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน มีคำที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ได้ดังนี้ “ คุณ ” หมายความว่า ความดีที่มีประจำอยู่ “ ธรรม ” หมายความว่า คุณความดี ความถูกต้อง “ คุณธรรม ” หมายความว่า สภาพคุณงามความดี “ จริยะ ” หมายความว่า ความประพฤติ กริยาที่ควรประพฤติ “ ธรรมจริยา ” หมายความว่า การประพฤติเป็นธรรม การประพฤติถูกธรรม “ จริยธรรมา ” หมายความว่า ธรรมที่เป็นข้อประพฤติปฏิบัติ “ จริยธรรมในวิชาชีพกฎหมาย ” หมายความว่า ข้อที่ผู้ประกอบอาชีพในทางกฎหมายความประพฤติและปฏิบัติ …………………………………. ซึ่งในเรื่องนี้ ศาสตราจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียร องคมนตรี ซึ่งในวงการกฎหมายยอมรับและนับถือกันว่า ท่านเป็นผู้รอบรู้และเป็นแบบอย่างในเรื่องคุณธรรมและจริยธรรมในทางกฎหมาย ได้ให้ความหมายในเรื่องจริยธรรมของนักกฎหมายไว้ว่า “ จริยธรรมของนักกฎหมายเป็นหลักเกณฑ์ที่ว่าด้วยเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ในวิชาชีพของนักกฎหมายที่ดีประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่ง คือ การดำรงตนในสังคมอย่างนักกฎหมายที่ดี ” …………………………………….. เพราะฉะนั้น ใครที่คิดอยากเรียนกฎหมาย ต้องเข้าใจคำนี้ให้ดีนะคะ เพราะเป็นสิ่งที่นักกฎหมายพึงมี พึงปฏิบัติ ต้องพยายามทำให้ความยุติธรรมตามตัวบทกฎหมาย เข้าใกล้ความยุติธรรมตามความเป็นจริงให้มากที่สุด ……………………………………………………… มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ การสร้างความยุติธรรมให้กับสังคมนี้ ด้วยกันนะคะ
บทความโดย อ.คนึงสุข นันทชมภู
ทัศนะเรื่องความรักของ อาจารย์นิติศาสตร์
March 10th, 2010เค้าว่ากันว่า เดือนกุมภาพันธ์ เป็นเดือนแห่งความรัก ใครบางคนก็บอกว่า ความรักทำให้คนเราเปลี่ยนแปลงไป รุนแรงหน่อยก็ตาบอด ออกอาการเพียงเล็กน้อยก็แค่เบลอๆ …………………………………… บททดสอบของความรักเริ่มต้นขึ้น ในขณะที่เราเป็นนักกฎหมาย(ที่ดี) หากเรารู้ว่าคนรักของเราทำผิดกฎหมาย เราจะทำอย่างไรกันดี …………………………………. มาร่วมทดสอบความรักในครั้งนี้ด้วยกันนะคะ
บทความโดย อ.คนึงสุข นันทชมภู
การเรียนกฎหมายที่โยนก
March 10th, 2010หลายร้อยเหตุผลของคนที่ไม่อยากเรียนกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น ไม่อยากท่องจำ ขี้เกียจอ่านหนังสือ หนังสือหนาจะตายไป ไม่น่าสนุกเลยเรียนกฎหมาย และอีกหลายๆๆเหตุผล……
แต่การเรียนกฎหมายทำให้เราสนุกได้ เพราะกฎหมายคือสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเรา คุ้มครองเรามาตั้งแต่เกิด (คงจำกันได้ว่าที่เราเคยเรียนมาว่า “สภาพบุคคล เริ่มจากคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก”)การเรียนเป็นกลุ่มเล็ก จากกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของเรา ช่วนทำให้เราเข้าใจกฎหมายมากขึ้น และสนุกกับมันมากขึ้น …..
ทุกคนจึงสามารถเรียนกฎหมายด้วยกันได้ ที่นี่
บทความโดย อ.คนึงสุข นันทชมภู
ความทุกข์จากความรัก
February 16th, 2010
16 ก.พ.53 คำว่า action = reaction เมื่อใช้เวลากับอะไรสักอย่าง เช่น 1) ให้เวลากับเพื่อนก็ย่อมต้องการให้เพื่อนรัก 2) ให้เวลากับองค์กรก็ย่อมต้องการเห็นองค์กรรุ่งเรือง 3) ให้เวลากับการดูแลตนเองก็ย่อมรักตัวกลัวตาย 4) ให้เวลากับสิ่งใดก็ย่อมคาดหวังผลจากสิ่งนั้น 5) ชื่นชอบกับการกินเนื้อสัตว์ก็ย่อมต้องฆ่าสัตว์เป็นเงาตามตัว .. ถ้าลดอาหารลงสักมื้อสองมื้อ น่าจะลดการฆ่าสัตว์ลงได้ร้อยละสามสิบถึงหกสิบทีเดียว .. มีคำกล่าวว่าเราหยุดแล้วแต่ท่านยังไม่หยุด .. จึงมีคำถามน่าตอบว่า แล้วเราหยุดอะไรไปบ้างหรือยัง เพื่ออะไรต่อมิอะไร
ปัจจุบันพฤติกรรมของมนุษย์สามารถจำแนกตามเป้าหมายของความสัมพันธ์ได้ 8 แบบ คือ ตนเอง ครอบครัว องค์กร เพื่อน ชุมชน ประเทศ โลก และธรรมชาติ การจัดลำดับความสำคัญคือสิ่งที่มนุษย์ต้องเลือก และมีเหตุผลในการเลือกแตกต่างกันไป แต่เท่าที่สังเกตมนุษย์ให้เหตุผลในการเลือกแตกต่างกัน เช่น 1) บางคนดื่มสุราโดยไม่สนใจผลข้างเคียงต่อร่างกาย 2) บางคนรักเพื่อนไปอยู่กับเพื่อนแต่ทิ้งลูกภรรยาและบุพการีไว้ที่บ้าน 3) บางคนทิ้งครอบครัวเดิมไปมีครอบครัวใหม่ 4) บางคนทิ้งครอบครัวไปทำงานในที่ห่างไกล 5) บางคนมองต่างประเทศเป็นสวรรค์เป็นฝันสูงสุดในบั้นปลายของชีวิต .. และผมก็เชื่อว่าทุกคนต่างไม่ผิดแต่ความคิดเราต่างกัน
อย่างเช่นคนสองกลุ่มที่เชื่อในหลักนิติศาสตร์ กับหลักรัฐศาสตร์ มักคุยกันไม่รู้เรื่อง เพราะมีธงกันคนละผืน นิติศาสตร์จะให้ความสำคัญกับความถูกต้อง ส่วนรัฐศาสตร์จะให้ความสำคัญกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่เห็นไม่ตรงกันก็เพราะรักและเชื่อกันคนละด้าน แต่ละคนย่อมมีเหตุผล และจมอยู่ในเหตุผลที่ยึดถือ ถ้าปล่อยวาง ปล่อยให้เป็นไป ปล่อยเกียร์ว่าง วางเฉย อาจทำให้ทุกสังคมที่มีความขัดแย้งสงบลงได้ .. ถ้าไม่สงบก็จะมีปัญหาเหมือนข่าวในทีวี
ปั้นฝัน คืออะไร
February 15th, 2010
ปั้นฝัน โดย คนปั้นฝัน
15 ก.พ.53 โครงการปั้นฝัน คือโครงการสำหรับนักเรียน ที่กำลังหาสถานที่ศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา สิ่งที่มีให้สำหรับผู้เข้าร่วมโครงการปั้นฝัน ประกอบด้วย 1) จัดบริการรับส่งนักศึกษาจากภูมิลำเนา ถึงมหาวิทยาลัย และจากมหาวิทยาลัยกลับสู่ภูมิลำเนา ภาคเรียนละ 1 รอบ (กรณีนักศึกษาร้องขอเป็นกลุ่ม ๆ ละ 10 คน ขึ้นไป) 2) จัดกิจกรรมอบรมเพื่อพัฒนาด้านความคิด ทัศนคติ และการปรับตัวแก่นักศึกษาเมื่อแรกเข้า 3) กู้ยืมค่าใช้จ่ายแต่ละภาคเรียนได้ 100% ทุกคณะ ทุกสาขา 4) มีค่าครองชีพรายเดือน จำนวน 2,000 บาท 5) จัดแนะแนวการลงทะเบียนเรียนในแต่ละหลักสูตร 6) จัดอาจารย์ที่ปรึกษาให้แก่นักศึกษา ตั้งแต่เริ่มเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัย 7) จัดหาที่พักในมหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
จัดหาเครื่องแต่งกาย (ชุดนักศึกษา ชุดกีฬา) ให้นักศึกษาปีละ 3 ชุด
คุณสมบัติของผู้เข้าร่วมโครงการ ประกอบด้วย 1) เป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 2) เป็นผู้ที่มีความประพฤติดีมีความตั้งใจ และอุตสาหะในการเรียนระดับปริญญาตรี 3) เป็นนักเรียนที่มีสิทธิในการกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาของรัฐบาล
หลักเกณฑ์และเงื่อนไขมีดังนี้ 1) สมัครเป็นผู้กู้ยืมเงินทุนเพื่อการศึกษาในอัตราที่มหาวิทยาลัยโยนกกำหนด 2) มีความตั้งใจ และมีความอุตสาหะในการเรียนอย่างเต็มกำลัง 3) ผลการเรียนเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า 2.00 4) ต้องร่วมกิจกรรมของมหาวิทยาลัยไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของที่กำหนดขึ้น 5) พักในหอพักที่จัดให้ 6) มีความประพฤติดี
+ รายละเอียดอาจเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง
+ ข้อมูลจาก http://blog.eduzones.com/punfun/40546
+ สมัครได้ที่ http://www.yonok.ac.th/yonok53/hope-apply.php
+ รายละเอียด http://www.yonok.ac.th/yonok53/hope-index.php
+ สอบถามข้อมูลได้จาก งานประชาสัมพันธ์และรับนักศึกษา มหาวิทยาลัยโยนก โทร 054-265170 ต่อ 135



